เริ่มแล้ว เปิดลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือ "วิกฤตน้ำมัน" สำหรับกลุ่มขนส่ง

กรมการขนส่งทางบกเปิดลงทะเบียนช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งที่ใช้น้ำมัน รับมือวิกฤตน้ำมันตะวันออกกลางผ่านระบบ DLT พร้อมซัปพอร์ต เริ่ม 16 เม.ย. 69 นี้
กรมการขนส่งทางบก เปิดลงทะเบียนช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งที่ใช้น้ำมัน รับมือวิกฤตน้ำมันตะวันออกกลางผ่านระบบ DLT พร้อมซัปพอร์ต เริ่ม 16 เม.ย. 69 นี้ เช็กหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับสิทธิได้ที่นี่
- เริ่มแล้ว เปิดลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือ "วิกฤตน้ำมัน" สำหรับกลุ่มขนส่ง
กรมการขนส่งทางบก กำหนดหลักเกณฑ์ผู้ประกอบการขนส่ง “กลุ่มขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง” ที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือรับมือวิกฤตน้ำมันตะวันออกกลาง ลงทะเบียนผ่านระบบ “DLT พร้อมซัปพอร์ต” เริ่ม 16 เมษายน 2569
นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ออกประกาศ ขบ. เรื่อง มาตรการช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือครอบคลุมทั้งกลุ่มรถโดยสารประจำทาง รถโดยสารไม่ประจำทาง รถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์สาธารณะ รวมถึงกลุ่มรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของไม่ประจำทาง (รถขนส่งสินค้า) โดยเงื่อนไขการได้รับสิทธิช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 และสิ้นสุดมาตรการวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 (รวม 42 วัน) ทั้งนี้ ผู้ได้รับสิทธิช่วยเหลือจะต้องมีการให้บริการขนส่งสาธารณะในช่วงเวลาดังกล่าว โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือภายหลังจากวันที่สิ้นสุดมาตรการ และ ขบ. ได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานและการปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ครบถ้วนแล้ว โดยผู้ที่จะได้รับสิทธิช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ
1. รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 1 ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดที่มีเส้นทางต่อเนื่อง (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่ง ตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของ ขบ. ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร
2. รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 4 ในเขตกรุงเทพมหานคร (รถมินิบัส รถตู้โดยสารและ
รถโดยสารสองแถว) ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูล ที่ได้จากระบบ GPS ของ ขบ. หรือแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร
3. รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 2 (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือตามจำนวนระยะทางที่ให้บริการขนส่งสาธารณะตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของ ขบ. 2 บาทต่อกิโลเมตร สูงสุด ไม่เกิน 700 บาทต่อวันต่อคัน
4. รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 3 (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือ
ตามจำนวนระยะทางที่ให้บริการขนส่งสาธารณะตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก 2 บาทต่อกิโลเมตร สูงสุดไม่เกิน 500 บาทต่อวันต่อคัน
5. รถโดยสารไม่ประจำทาง ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย รถบัส 5,000 บาทต่อคัน และรถมินิบัสและรถตู้โดยสาร 3,600 บาทต่อคัน
ทั้งนี้ กรณีเป็นรถที่นำไปใช้เพื่อการท่องเที่ยวหรือนำไปใช้เพื่อรับเหมาทั่วไป ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของ ขบ. ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร กรณีเป็นรถที่นำไปใช้เพื่อรับส่งพนักงาน ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของ ขบ. ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 1,500 กิโลเมตร
กลุ่มรถบรรทุกรับจ้างขนส่งสินค้าไม่ประจำทาง
1. รถตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 6,000 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของ ขบ. ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 4,000 กิโลเมตร
2. รถน้อยกว่า 10 ล้อ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 3,000 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทาง ทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากแอปฯ DLT GPS-NOTICE ของ ขบ. ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร
กลุ่มรถรับจ้าง (รถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์สาธารณะ)
1. รถแท็กซี่ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องติดตั้งแอปฯ DLT GPS-NOTICE และต้องเปิดใช้งานแอปฯ DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลาที่ทำการรับจ้าง โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร
2. รถจักรยานยนต์สาธารณะ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 840 บาทต่อคัน
อธิบดี ขบ. กล่าวต่อว่า ผู้ประสงค์ขอรับสิทธิช่วยเหลือ สามารถดำเนินการกรอกข้อมูลผ่านระบบ “DLT พร้อมซัปพอร์ต” ที่เว็บไซต์ https://tss.dlt.go.th/ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเดินทางมาดำเนินการขอรับสิทธิได้ ณ อาคาร 3 ชั้น 1 ขบ. หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ โดยเปิดให้ดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน เวลา 08.30 น. - 19 เมษายน 2569 เวลา 16.30 น. ในการขอรับสิทธิผู้สมัครจะต้องแจ้งข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคารที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (กรณีบุคคลธรรมดา) หรือข้อมูลบัญชีเงินฝากที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (กรณีนิติบุคคล) พร้อมแนบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาใบอนุญาตประกอบการขนส่ง หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และเอกสารหลักฐานแสดงการรับจ้างขนส่งผู้โดยสาร เป็นต้น ทั้งนี้ ระยะเวลาที่จะให้การช่วยเหลือและเริ่มนับระยะทางการให้บริการขนส่งสาธารณะ จะอยู่ในช่วงตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน - 31 พฤษภาคม 2569 (รวม 42 วัน) ขบ. เน้นย้ำว่าผู้ได้รับสิทธิช่วยเหลือจะต้องมีการให้บริการขนส่งสาธารณะในช่วงเวลาดังกล่าว โดยจะมีการตรวจสอบข้อมูลการเดินรถจากระบบ GPS และแอปฯ DLT GPS-NOTICE ดังนั้น ผู้ที่ได้รับสิทธิจะต้องจัดส่งข้อมูลการเดินรถจากระบบ GPS และควบคุมกำกับดูแลผู้ขับรถให้มีการรูดบัตรใบขับขี่เพื่อแสดงตัวตนของผู้ขับรถ ในกรณีรถที่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องติดตั้ง GPS (ยกเว้นรถจักรยานยนต์สาธารณะ) จะต้องติดตั้งแอปฯ DLT GPS-NOTICE และต้องเปิดใช้งานแอปฯ DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลาที่ทำการขนส่ง โดยผู้ขับรถต้องสแกน QR Code ที่ได้รับจากนายทะเบียนทุกครั้งเมื่อเริ่มขับรถ และออกจากระบบเมื่อเลิกขับรถ หากตรวจสอบพบว่ามีการปลอมแปลงหรือแก้ไขข้อมูลให้ผิดไปจากความเป็นจริง เพื่อให้ได้รับเงินไปจากทางราชการ ผู้ประกอบการจะถูกตัดสิทธิการรับความช่วยเหลือ และอาจได้รับความผิดทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา ซึ่งจะนำมาประกอบการพิจารณาการดำเนินการด้านใบอนุญาตประกอบการขนส่ง

ขนส่งยัน บขส.โคราชไม่มีผู้โดยสารตกค้าง ระดมรถเสริมส่งกลับปลอดภัย

ข่าวดี รปภ. 24 เม.ย. เริ่มใช้กฎหมายใหม่ ทำงานเกิน 8 ชม. ต้องได้ค่า OT

ขึ้นทะเบียน ปลาสลิดบ้านแพ้ว สินค้า GI น้องใหม่จังหวัดสมุทรสาคร

เริ่มแล้ว เปิดลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือ "วิกฤตน้ำมัน" สำหรับกลุ่มขนส่ง
















