สาวกินผักโขมทุกมื้อนาน 6 เดือน ล่าสุดตรวจสุขภาพ ทำหมออยากร้องไห้

สาววัย 38 ปี สายรักสุขภาพ ตัดสินใจลองกินผักโขมทุกมื้อนาน 6 เดือน ล่าสุดตรวจสุขภาพ ออกมา ทำหมอแทบอยากจะร้องไห้
“ผักโขม” ถือเป็นผักใบเขียวที่หลายคนคุ้นเคย เพราะหาซื้อง่าย ราคาประหยัด และนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่การรับประทานผักชนิดเดิมซ้ำ ๆ ในปริมาณมากเป็นเวลานาน อาจกลายเป็นผลเสียต่อสุขภาพได้
ทั้งนี้ ผักโขมที่คนไทยเรียกกันทั่วไปเป็นพืชตระกูล Amaranthaceae ซึ่งแตกต่างจาก “ปวยเล้ง” หรือ Spinach ที่อยู่ในอีกตระกูลหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผักทั้งสองชนิดมีสารอาหารบางอย่างที่คล้ายกัน โดยเฉพาะวิตามินและแร่ธาตุ
หญิงวัย 38 ปี กินผักโขมทุกมื้อนาน 6 เดือน
มีรานการงานกรณีหญิงวัย 38 ปีรายหนึ่ง ซึ่งรับประทานผักโขมเป็นอาหารหลักครบทั้ง 3 มื้อ ติดต่อกันนานประมาณ 6 เดือน เนื่องจากเชื่อว่าเป็นผักที่ช่วยบำรุงเลือดและปรับสมดุลร่างกาย
กระทั่งเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี ผลตรวจเลือดพบความผิดปกติ โดยเฉพาะค่าโพแทสเซียม กรดยูริก และวิตามินเคที่สูงกว่าปกติ แพทย์จึงสอบถามพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ก่อนพบว่าเธอกินผักโขมในปริมาณมากและต่อเนื่องเป็นเวลานาน
แพทย์ระบุว่า แม้ผักโขมจะมีไฟเบอร์ วิตามิน A, C และ K รวมถึงแร่ธาตุอย่างเหล็กและแคลเซียม แต่การกินมากเกินไป โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัว อาจเพิ่มภาระให้ร่างกายได้
3 ผลกระทบที่ควรระวัง
1. เสี่ยงโพแทสเซียมในเลือดสูง
ผักใบเขียวบางชนิดมีโพแทสเซียมในปริมาณมาก โดยปกติไตจะทำหน้าที่ขับโพแทสเซียมส่วนเกินออกจากร่างกาย แต่หากรับประทานมากเกินไป โดยเฉพาะผู้ที่มีการทำงานของไตบกพร่อง อาจทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงขึ้น
ภาวะดังกล่าวอาจส่งผลต่อระบบไฟฟ้าของหัวใจ ทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ และอาจเป็นอันตรายได้ จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยโรคไตหรือผู้ที่ได้รับคำแนะนำให้จำกัดโพแทสเซียม
2. เพิ่มความเสี่ยงนิ่วในไต
ผักโขมและปวยเล้งมีสารออกซาเลต ซึ่งสามารถจับตัวกับแคลเซียมในปัสสาวะและก่อตัวเป็นผลึกแคลเซียมออกซาเลต ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของนิ่วในไต
ผู้ที่เคยเป็นนิ่วในไตหรือมีความเสี่ยงอยู่แล้ว จึงไม่ควรรับประทานผักที่มีออกซาเลตสูงในปริมาณมากเป็นประจำ และควรดื่มน้ำให้เพียงพอ
3. อาจกระทบผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
ผักใบเขียวมีวิตามินเค ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการแข็งตัวของเลือด สำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน การเปลี่ยนแปลงปริมาณอาหารที่มีวิตามินเคอย่างฉับพลัน อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของยาได้
ผู้ที่ใช้ยากลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องงดผักใบเขียวทั้งหมด แต่ควรรับประทานในปริมาณที่สม่ำเสมอ และปรึกษาแพทย์ก่อนปรับเปลี่ยนอาหาร
- แนะวิธีกินผักโขมให้ปลอดภัย
แพทย์เน้นย้ำว่า ผักโขมยังเป็นอาหารที่มีประโยชน์ และไม่จำเป็นต้องงดรับประทาน เพียงแต่ควรกินอย่างเหมาะสมและไม่ยึดผักชนิดเดียวเป็นอาหารหลักทุกมื้อ โดยมีข้อแนะนำดังนี้
- กินในปริมาณพอเหมาะ ไม่จำเป็นต้องรับประทานทุกวันหรือทุกมื้อ ควรสลับกับผักชนิดอื่นเพื่อให้ได้รับสารอาหารหลากหลาย
- ลวกก่อนปรุงอาหาร การลวกผักในน้ำเดือดแล้วเทน้ำทิ้ง สามารถช่วยลดสารที่ละลายน้ำได้บางส่วน เช่น ออกซาเลตและโพแทสเซียม
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องการดื่มน้ำจากแพทย์
- รับประทานอาหารให้หลากหลาย ควรสลับผักโขมกับบรอกโคลี ผักกาด แครอต หรือผักชนิดอื่น ๆ
- ผู้ป่วยโรคไตและผู้ใช้ยาวาร์ฟารินควรปรึกษาแพทย์ ก่อนเพิ่มปริมาณผักโขมในอาหารเป็นประจำ
สำหรับหญิงวัย 38 ปีในกรณีดังกล่าว หลังหยุดรับประทานผักโขมทุกวันและปรับพฤติกรรมการกิน โดยแพทย์ติดตามผลตรวจอย่างต่อเนื่อง พบว่าค่าต่าง ๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ไม่ควรตีความว่าการกินผักโขมโดยทั่วไปเป็นสาเหตุโดยตรงของโรคไตหรือโรคหัวใจ แต่สะท้อนให้เห็นว่า แม้อาหารที่มีประโยชน์ หากรับประทานมากเกินไปหรือไม่เหมาะกับสภาพร่างกาย ก็อาจส่งผลเสียได้เช่นกัน
ข้อมูลจาก Soha

เครือเจริญโภคภัณฑ์ แจงดราม่าปมกะเพรา 4 สายพันธุ์ จ่อฟ้องคนบิดเบือน-ข้อมูลเท็จ

"หวยฮานอยวันนี้" 24/10/69 ฮานอยล่าสุด หวยฮานอยออกอะไร เช็กสดที่นี่

เนชั่น ประกาศความสำเร็จ NATION FORUM 2027 แห่ร่วมงานทะลุ 5,000 คน ปักธงเวทีระดับชาติ

โจรใจบาปเลื่อยตัดหูระฆังวัดเทียนถวาย ปทุมธานี ฉกหนี 2 ใบ
















