หญิง 74 ทายาแก้ปวดจนไตวายเฉียบพลัน รู้วิธีใช้ เชื่อเลย มีคนชอบทำ

หญิงวัย 74 ปี ทายาแก้ปวดจนไตวายเฉียบพลัน ต้องฟอกไต เปิด 4 พฤติกรรมเสี่ยง ที่หลายคนทำทุกวัน อย่าคิดว่ายาทาไม่อันตราย
หลายคนอาจเลือกใช้ ยาทาแก้ปวด แทนยาแก้ปวดชนิดรับประทาน เพราะเชื่อว่าตัวยาจะออกฤทธิ์เฉพาะบริเวณที่ทา และไม่ส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายใน โดยเฉพาะไต แต่ความจริงแล้ว แม้ยาทาจะมีการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดน้อยกว่ายาชนิดกิน แต่หากใช้อย่างไม่ถูกต้องหรือใช้ในปริมาณมากเกินไป ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อไตได้
นพ. หง หย่งเซียง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไตจากไต้หวัน ออกมาเผยแพร่ข้อมูลเตือนเกี่ยวกับการใช้ ยาทาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs พร้อมยกกรณีศึกษาทางการแพทย์ของหญิงสูงอายุรายหนึ่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การใช้ยาทามากเกินความจำเป็นก็อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้
- อุทาหรณ์หญิงวัย 74 ปี ทายาแก้ปวดจนไตวายเฉียบพลัน
กรณีศึกษาทางการแพทย์ระบุว่า หญิงวัย 74 ปีรายหนึ่งมีอาการปวดบริเวณไหล่และหลัง จึงใช้ยาทาแก้ปวดในกลุ่ม NSAIDs เป็นประจำ โดยภายในระยะเวลาประมาณ 6 สัปดาห์ เธอใช้ยาหมดไปถึง 3 หลอดใหญ่
ต่อมาเริ่มมีอาการผิดปกติ ทั้ง เท้าบวมอย่างรุนแรงและหายใจลำบาก จึงเข้ารับการตรวจจากแพทย์
ผลการตรวจพบว่า ผู้ป่วยมีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะอย่างรุนแรง ขณะที่ค่าครีอะตินีนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับภาวะ ไตวายเฉียบพลันและกลุ่มอาการเนโฟรติก จนต้องเข้ารับการฟอกไตอย่างเร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม หลังทีมแพทย์สามารถระบุสาเหตุและให้ผู้ป่วยหยุดใช้ยาดังกล่าว การทำงานของไตก็ค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมาได้
ยาทาแก้ปวดทำร้ายไตได้จริงหรือ?
ข้อมูลจากการศึกษาทางการแพทย์พบว่า ยาทาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs โดยทั่วไปมีการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดประมาณ 5-10% เมื่อเทียบกับยาชนิดรับประทาน จึงทำให้ความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงจากยาทาโดยรวมต่ำกว่ายากิน
แต่ไม่ได้หมายความว่า “ทาแล้วไม่เข้าสู่กระแสเลือด”
หากใช้ยาในปริมาณมาก ทาบริเวณกว้าง ใช้บ่อยเกินไป หรือใช้ผิดวิธี ปริมาณยาที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายก็สามารถเพิ่มขึ้นได้
ยากลุ่ม NSAIDs มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างพรอสตาแกลนดิน ซึ่งมีบทบาทในการช่วยควบคุมการไหลเวียนเลือดภายในไต หากร่างกายได้รับยาในปริมาณสูง โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอยู่เดิม อาจทำให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อ ภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน (AKI) ได้
4 พฤติกรรม ใช้ยาทาแก้ปวดแบบไหนเสี่ยงเกินไป?
แพทย์เตือนว่า การใช้ยาทาเกินขนาดไม่ได้พิจารณาเฉพาะจำนวนกรัมที่ใช้เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่ทา ความถี่ ระยะเวลา และวิธีการใช้ด้วย โดยพฤติกรรมที่ควรระวัง ได้แก่
1. ทาเป็นบริเวณกว้างเกินไป
ไม่ควรนำยาทาแก้ปวดมาทาพร้อมกันหลายบริเวณ เช่น เข่าทั้งสองข้าง น่อง ท้อง และไหล่ เพราะยิ่งมีพื้นที่ผิวสัมผัสมาก ปริมาณยาที่มีโอกาสถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายก็เพิ่มขึ้น
2. ทาบ่อยหรือใช้ติดต่อกันนานเกินไป
การทาซ้ำทุกครั้งที่รู้สึกปวด หรือใช้ยาในปริมาณมากภายในเวลาไม่กี่วัน อาจทำให้ได้รับยาเกินความจำเป็น จึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากยาและคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด
3. ใช้ยาหลายรูปแบบซ้ำกัน
พฤติกรรมที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือการใช้ยาทาแก้ปวดร่วมกับแผ่นแปะบรรเทาอาการปวด หรือรับประทานยาแก้ปวดบางชนิดที่อยู่ในกลุ่ม NSAIDs โดยไม่ตรวจสอบส่วนประกอบก่อน เพราะอาจทำให้ได้รับยากลุ่มเดียวกันซ้ำซ้อน
4. ใช้พลาสติกหรือผ้าพันปิดทับบริเวณที่ทา
ไม่ควรนำพลาสติกมาห่อหรือพันปิดบริเวณที่ทายา เว้นแต่ฉลากยาหรือบุคลากรทางการแพทย์จะแนะนำ เพราะการปิดทับอาจเปลี่ยนแปลงการดูดซึมของยาและเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง
- ใช้ยาทาแก้ปวดอย่างไรให้ปลอดภัย?
หลักสำคัญคือ ทาบาง ๆ เฉพาะบริเวณที่มีอาการ และใช้ตามขนาดกับความถี่ที่ระบุบนฉลาก ไม่ควรคิดว่าเป็นยาทาที่สามารถทาได้บ่อยหรือทาได้ทั่วร่างกายเพียงเพราะเป็นยาสำหรับใช้ภายนอก
นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาซ้ำซ้อนหลายชนิดโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และไม่ควรพันหรือห่อบริเวณที่ทาด้วยวัสดุปิดทับที่ไม่ได้ระบุไว้ในฉลาก
หากใช้ยาแล้วอาการปวดยังคงต่อเนื่อง หรือจำเป็นต้องใช้ยาทุกวันเป็นเวลานาน ควรเข้าพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการปวดแทนการเพิ่มปริมาณยาเอง
โดยเฉพาะผู้ที่มี โรคไตอยู่เดิม ผู้สูงอายุ ภาวะขาดน้ำ หรือใช้ยาอื่นหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยากลุ่ม NSAIDs ทั้งชนิดทาและชนิดรับประทาน
ทั้งนี้ หากหลังใช้ยามีอาการผิดปกติ เช่น บวมมาก ปัสสาวะลดลง หายใจลำบาก หรืออ่อนเพลียผิดปกติ ควรหยุดใช้และรีบพบแพทย์เพื่อประเมินอาการโดยเร็ว
ข้อมูลจาก ETtoday

หญิง 74 ทายาแก้ปวดจนไตวายเฉียบพลัน รู้วิธีใช้ เชื่อเลย มีคนชอบทำ

สาวอั้นไม่ไหว ไปไม่ถึงโรงพยาบาล คลอดลูกชายบนรถ ก่อนวันแม่

สองพี่น้อง เดินเข้าร้านทอง ทำเรื่องไม่คาดคิด แต่อบอุ่นหัวใจ

ดวงดับ! รวบ 2 หนุ่มค้ายา บุรีรัมย์ พกปืนผวาโดนปล้นยาบ้า
















