ซีพี เปิดโมเดล "Reforest Tokenization" นำร่องกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ยกระดับทุนธรรมชาติไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต

ซีพี เปิดโมเดล "Reforest Tokenization" นำร่องกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ยกระดับทุนธรรมชาติไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต เริ่ม 10,000 ไร่ ในเชียงใหม่ เชียงราย และตาก
กรุงเทพฯ 8 กรกฎาคม 2569 – เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) เปิดตัว Reforest Tokenization โมเดลเศรษฐกิจสีเขียวที่มุ่งยกระดับ "ทุนธรรมชาติ" (Natural Capital) ของประเทศไทยสู่ระบบเศรษฐกิจยุคดิจิทัล โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นกลไกเชื่อมโยงคุณค่าที่เกิดจากการฟื้นฟูและดูแลผืนป่าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมนำร่องความร่วมมือกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นพันธมิตรรายแรก บนพื้นที่กว่า 10,000 ไร่ ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และตาก เพื่อพัฒนาต้นแบบการสร้างคุณค่าจากการอนุรักษ์ที่สามารถสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน และต่อยอดสู่การพัฒนา Natural Capital Economy ของประเทศไทย โดยคาร์บอนเครดิตจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ก่อนขยายสู่การสร้างมูลค่าจากทุนธรรมชาติในมิติที่กว้างขึ้น ทั้งระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรน้ำ และคุณค่าที่เกิดจากชุมชนผู้ดูแลผืนป่า
นาย ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า“การอนุรักษ์ป่าในอนาคตจำเป็นต้องสร้าง‘แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ’ให้คนที่อยู่กับป่าสามารถมีรายได้จากการรักษาป่ามากกว่าการใช้ประโยชน์ที่ทำลายทรัพยากรจึงเป็นที่มาของแนวคิดReforest Tokenization ที่มุ่งยกระดับผืนป่าให้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลหรือNatural Capital เพื่อเชื่อมโยงการอนุรักษ์กับกลไกเศรษฐกิจและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม”
“ป่าเป็นระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ช่วยดูดซับคาร์บอนจากกิจกรรมของมนุษย์ร้อยละ 31 เป็นแหล่งกำเนิดน้ำจืดร้อยละ 75 ของโลกเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตบนบกร้อยละ 80 และประชากรที่ยากจนที่สุดของโลกร้อยละ 90 ยังพึ่งพาป่าในการดำรงชีวิตอย่างไรก็ตามระหว่างปี 2533-2568 พื้นที่ป่าในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงลดลงอย่างต่อเนื่องโดยกัมพูชาสูญเสียพื้นที่ป่าร้อยละ 42 ลาวร้อยละ 9.5 เมียนมาร้อยละ 3.9 และประเทศไทยร้อยละ 2.9 แม้ไทยจะรักษาพื้นที่ป่าไว้ได้ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาคแต่เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการรักษาหากต้องเพิ่มพื้นที่ป่าให้มากขึ้นพร้อมรับมือกับปัญหาไฟป่าและฝุ่นPM2.5 ที่ยังเป็นความท้าทายสำคัญ”
“จากประสบการณ์การลงพื้นที่จังหวัดน่านร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯผมได้เรียนรู้ว่าหัวใจของการอนุรักษ์ป่าไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้แต่คือการทำให้คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุลมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีอาชีพที่ยั่งยืนหากชุมชนยังมีรายได้ไม่เพียงพอแรงกดดันต่อผืนป่าก็จะยังคงอยู่วันนี้โลกมีคาร์บอนเครดิตเป็นกลไกที่สะท้อนคุณค่าของการดูดซับคาร์บอนแต่ความจริงแล้วป่ายังมีคุณค่าอีกมากทั้งการรักษาต้นน้ำความหลากหลายทางชีวภาพการป้องกันไฟป่าและการดูแลชุมชนReforest Tokenization จึงเป็นการนำคุณค่าเหล่านี้มาแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านการแปลงคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุกคนมีส่วนร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์ขณะที่รายได้จะกลับสู่ชุมชนผู้ดูแลผืนป่าเปลี่ยนผืนป่าให้เป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่าสร้างอาชีพที่มั่นคงลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและการประกอบกิจกรรมที่ทำลายทรัพยากร”
“ปัจจุบันเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้เริ่มนำร่องโมเดลดังกล่าวร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯโดยมุ่งพัฒนาระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้หากชุมชนประมาณ 200 ครัวเรือนซึ่งดูแลพื้นที่ป่าราว 10,000ไร่สามารถมีรายได้จากการอนุรักษ์เพิ่มขึ้นอีก 10,000-15,000 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือนควบคู่กับการปลูกพืชมูลค่าสูงก็จะช่วยเปลี่ยนแรงจูงใจจากการทำลายป่าไปสู่การรักษาป่าและเป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นของประเทศไทยและภูมิภาคเพื่อให้การอนุรักษ์ป่ากลายเป็นเศรษฐกิจที่ทุกคนมีส่วนร่วมและชุมชนได้รับประโยชน์อย่างยั่งยืน”
ขณะที่ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติต้องเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพของชีวิตคนในชุมชนที่เสมือนเป็นกำแพงด่านหน้าคอยเผชิญกับวิกฤตต่างๆ หากพวกเขาอยู่ไม่ได้ธรรมชาติย่อมอยู่ไม่ได้เช่นกัน เราจึงควรมีการคำนวณต้นทุนในการทำธุรกิจใหม่ที่คำนึงถึงต้นทุนทางธรรมชาติพร้อมกับการขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตของชุมชนให้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตของเขาในอนาคตเช่นกัน”
“ผมหวังว่าการที่พวกเราทุกคนมารวมกันในวันนี้จะช่วยหาหลักในการทำธุรกิจใหม่ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงเฉพาะผลกำไร แต่มองภาพการเติบโตของชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พร้อมร่วมดำเนินการกับทุกคนเพื่อทำให้วัตถุประสงค์เหล่านี้เป็นจริงและสามารถขยายผลในวงกว้างได้ และอยากชวนทุกคนให้คำนึงถึง “ต้นทุนของการไม่ทำอะไร” (Cost of Inaction) ว่าจะสูงกว่าในที่ฐานทรัพยากรธรรมชาติล่มสลาย และวิกฤตนั้นจะส่งผลกระทบย้อนกลับมาหาภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ใช่หรือไม่“
ทั้งนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้วางRoadmap การดำเนินงานโครงการระหว่างปี 2569–2573 ไว้โดยตั้งเป้าพัฒนากลไก Reforest Tokenization ให้สามารถเชื่อมข้อมูลการฟื้นฟูป่า การกักเก็บคาร์บอน และผลลัพธ์จากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเป็นระบบในระยะแรกภายในปี 2569 เครือฯ จะนำคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่ป่าที่พัฒนาโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จำหน่ายบนแอปพลิเคชัน TrueMoneyเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมสนับสนุนการดูแลป่า ผ่านรูปแบบการแลกสิทธิ์ใช้งานทันที หรือ Instant Redeemกลไกในระยะเริ่มต้นนี้จะยังไม่มีการถือครองเหรียญหรือโทเคนใน Digital Wallet แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและบล็อกเชน เพื่อเชื่อมกระบวนการเลือกซื้อ ชำระเงิน และรับใบรับรองการชดเชยคาร์บอนให้ครบในประสบการณ์เดียว ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการสนับสนุนการดูแลป่าได้สะดวก โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น
สำหรับระยะต่อไป เครือเจริญโภคภัณฑ์จะพัฒนากลไก Reforest Tokenization อย่างเต็มรูปแบบภายใต้กฎหมายและการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างช่องทางใหม่ในการระดมทุนและขยายระบบนิเวศการอนุรักษ์ โดยใช้โทเคนเป็นเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมโยงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ ไม่เฉพาะคาร์บอนเครดิต แต่รวมถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และบริการของระบบนิเวศอื่น ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชนร่วมสร้าง “Natural Capital” ของประเทศไทย และทำให้การอนุรักษ์สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันโดยมีพื้นที่นำร่องสำคัญ ใน 3 จังหวัดได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และตากจำนวนรวมกว่า10,000 ไร่ประมาณการณ์คาร์บอนเครดิต 10,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าทั้งนี้เครือฯยังตั้งเป้าร่วมพัฒนากลไกกองทุนหมุนเวียนเพื่อการฟื้นฟูป่ากับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ภายในปี 2573 เป็นเงินรวมกว่า 30 ล้านบาท
เพื่อให้ทรัพยากรที่เกิดจากการอนุรักษ์สามารถกลับมาสนับสนุนชุมชนและการฟื้นฟูพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่องรวมถึงขยายโครงการด้วยตนเองและร่วมมือกับพันธมิตรอื่นๆ ในอนาคต
การแสดงวิสัยทัศน์ของเครือซีพีดังกล่าว จัดขึ้นในงาน“Tokenizing Reforestation: ฟื้นป่าด้วยนวัตกรรมโทเคน”ณ ห้อง Grand Hall ทรู ดิจิทัล พาร์ค ภายใต้แนวคิด“ร่วมสร้างอนาคตที่ธรรมชาติ เทคโนโลยี และชุมชนเติบโตไปด้วยกัน”โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก องค์กรระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา ตลอดจนผู้บริหารและพนักงานจากกลุ่มธุรกิจในเครือ ร่วมงานและแลกเปลี่ยนมุมมองกว่า 250 คน
โดยภายในงานยังมีเวทีเสวนาหัวข้อ “Unlocking Forest Value through Collaboration: ปลดล็อกคุณค่าผืนป่า ผ่านพลังความร่วมมือ” เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการทำให้การฟื้นฟูป่าเป็นโมเดลที่ขยายผลได้จริง ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำให้การอนุรักษ์เดินหน้าไปพร้อมๆ กับการสร้างรายได้ให้กับทุกภาคส่วน โดยมีนายสมิทธิ์ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่ย้ำว่า “การอนุรักษ์ป่าจะเกิดผลอย่างยั่งยืนได้ต้องเริ่มจากชุมชน โดยรับฟังความต้องการ สร้างองค์ความรู้ และใช้เทคโนโลยีร่วมกับระบบตรวจสอบที่โปร่งใส เมื่อชุมชนมีรายได้จากคาร์บอนเครดิต ก็จะเกิดแรงจูงใจในการดูแลผืนป่าและลดปัญหาไฟป่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงทำหน้าที่เชื่อมโยงชุมชนกับภาคเอกชน เพื่อพัฒนาโมเดลการอนุรักษ์ที่โปร่งใส ปราศจากการฟอกเขียว และสร้างรายได้จากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน”
ขณะที่ นาย จอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารผู้บริหารสูงสุดด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์เครือเจริญโภคภัณฑ์ ระบุว่า “ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เครือซีพีได้ทำงานร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และมูลนิธิปิดทองหลังพระ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่กับผืนป่า โดยมุ่งสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจที่อยู่ร่วมกับป่าได้ เช่น กาแฟ พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและต่อยอดสู่คาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ผืนป่าและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน”
ส่วน นายวรสิทธิ์ สิทธิวิชัย ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจคาร์บอนเครดิต บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัดอธิบายว่า “ธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์มีความเกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรและเกษตรกรจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้ผืนป่า จึงเผชิญความท้าทายทั้งปัญหาการบุกรุกป่าและการเผาที่ก่อให้เกิดหมอกควัน เครือซีพีจึงดำเนินมาตรการรณรงค์ ควบคู่กับการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ และมองว่าธุรกิจคาร์บอนเครดิตเป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมอนุรักษ์ผืนป่า เนื่องจากป่าไม้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน จึงเป็นความรับผิดชอบของภาคธุรกิจในการสนับสนุนให้ชุมชนมีรายได้ที่เพียงพอ ลดการบุกรุกป่า ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเหมาะสม”
สำหรับ นายอภินันท์ ดาบเพ็ชร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซนด์ บิท จำกัด และผู้อำนวยการฝ่ายการเติบโตของวอลเล็ทแพลตฟอร์ม บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด กล่าวว่า "แอสเซนด์ บิท และทรูมันนี่ ภายใต้เครือแอสเซนด์ กรุ๊ป เชื่อว่าความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริง เมื่อการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายๆ เราจึงนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาต่อยอดบริการซื้อคาร์บอนเครดิต บนแอปพลิเคชันทรูมันนี่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างสะดวก โปร่งใส และตรวจสอบได้ ผ่านโครงการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานเลือกแพ็กเกจการชดเชยคาร์บอนได้ตามความต้องการ และได้รับใบรับรองการชดเชยคาร์บอน เพื่อยืนยันการมีส่วนร่วมและสามารถตรวจสอบได้ ความร่วมมือในโครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ด้าน Reforest Tokenization ควบคู่ไปกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อนำมาส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน"
ภายในงานยังมีนิทรรศการจากหน่วยงานและพันธมิตร ที่นำเสนอภาพการต่อยอดผืนป่าสู่ทุนธรรมชาติ ตั้งแต่การพัฒนาธุรกิจคาร์บอนเครดิต การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล ไปจนถึงโมเดลการพัฒนาชุมชนที่สร้างรายได้ควบคู่กับการดูแลผืนป่า สะท้อนให้เห็นว่าการอนุรักษ์สามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนได้อย่างเป็นรูปธรรม
การดำเนินงานReforest Tokenization จึงไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้กับการอนุรักษ์ป่า แต่เป็นการวางรากฐานกลไกใหม่ที่ “แปลงป่าเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล” และสร้างแรงจูงใจที่ทำให้“การดูแลป่าสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน” โดยเชื่อมพลังของชุมชน องค์ความรู้ด้านการพัฒนา เทคโนโลยีดิจิทัล ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคีเครือข่าย เพื่อให้คนอยู่รอด ป่าอยู่ได้ และสร้างคุณค่ากลับคืนสู่ประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร ตามค่านิยม 3 ประโยชน์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์

ซีพี เปิดโมเดล "Reforest Tokenization" นำร่องกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ยกระดับทุนธรรมชาติไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต

"เมียหลวง" แฉผัวเจ้าชู้แต่แรก แถมไม่ป้องกัน เผยสาเหตุยังให้อภัย

เตือนเกษตรกร ไม่ขึ้นทะเบียน อาจชวดเงินเยียวยา-พลาดหลายโครงการ

เครื่องบินขาดการติดต่อกลางอากาศ ดิ่งผิดปกติก่อนหายจากเรดาร์
















