สาววัย 38 ทนท้องอืด - แน่นท้อง นานกว่า 2 เดือน พอตรวจถึงกับตกใจ

สาววัย 38 มีอาการแน่นท้องหลังรับประทานอาหาร นึกว่าแค่โรคกระเพาะ อดทน 2 เดือน พอตรวจถึงกับอึ้ง หมอเตือนอย่าชะล่าใจ
อาการแน่นท้อง ท้องอืด หรือจุกเสียดหลังรับประทานอาหาร เป็นปัญหาที่หลายคนเคยเผชิญ และมักเข้าใจว่าเป็นเพียงโรคกระเพาะ อาหารไม่ย่อย หรือกรดไหลย้อน จึงเลือกซื้อยามารับประทานเองโดยไม่ได้เข้ารับการตรวจอย่างละเอียด แต่บางครั้งอาการที่ดูเหมือนไม่รุนแรง อาจซ่อนโรคที่อันตรายกว่าที่คิดไว้
ล่าสุด มีกรณีศึกษาทางการแพทย์จากไต้หวัน เมื่อหญิงวัย 38 ปีรายหนึ่งมีอาการแน่นอึดอัดบริเวณท้องส่วนบนหลังรับประทานอาหาร เป็น ๆ หาย ๆ นานถึง 2 เดือน กระทั่งตัดสินใจไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ ก่อนที่ผลตรวจจะทำให้ทั้งคนไข้และทีมแพทย์ถึงกับตกตะลึง
รายงานระบุว่า ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจอัลตราซาวนด์หลังมีอาการต่อเนื่อง โดยผลตรวจพบความผิดปกติภายในถุงน้ำดี และหลังจากแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นภาวะถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง จึงแนะนำให้เข้ารับการผ่าตัดนำถุงน้ำดีออก
ภายหลังการผ่าตัด ทีมแพทย์พบ "นิ่วในถุงน้ำดี" สีเหลืองจำนวนมาก อัดแน่นอยู่ภายในถุงน้ำดี โดยสามารถนับได้มากถึง 130 ก้อน แต่ละก้อนมีขนาดประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร จนทำให้ถุงน้ำดีมีลักษณะขรุขระผิดรูป คล้ายผลน้อยหน่า
หวง ฮั่นปิน เปิดเผยว่า ผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดีราว 60-80% มักไม่มีอาการรุนแรงในระยะแรก ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงโรคกระเพาะ อาหารไม่ย่อย หรือกรดไหลย้อน เนื่องจากอาการมักเป็นเพียงความรู้สึกแน่นท้อง อึดอัด หรือปวดตื้อ ๆ หลังรับประทานอาหาร จึงปล่อยทิ้งไว้จนโรคลุกลาม
แพทย์เตือนว่า หากปล่อยไว้อาจเกิดภาวะถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน หรือนิ่วหลุดไปอุดตันท่อน้ำดี ซึ่งเป็นภาวะอันตรายและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
สำหรับสาเหตุของการเกิดนิ่วจำนวนมากนั้น ส่วนใหญ่เป็น "นิ่วน้ำดีชนิดคอเลสเตอรอล" ซึ่งสัมพันธ์กับโรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง ภาวะไขมันพอกตับ และความผิดปกติของระบบเผาผลาญ ขณะที่พฤติกรรมที่พบได้บ่อยในคนรุ่นใหม่ เช่น การอดอาหารเป็นเวลานาน ไม่รับประทานอาหารเช้า หรือรับประทานอาหารเพียงวันละมื้อ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยง
เมื่อปล่อยให้ร่างกายอยู่ในภาวะท้องว่างเป็นเวลานาน ถุงน้ำดีจะไม่บีบตัวเพื่อขับน้ำดีออกมาย่อยอาหาร ทำให้น้ำดีตกตะกอนจนค่อย ๆ ก่อตัวเป็นนิ่ว นอกจากนี้ การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น ๆ ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้น้ำดีเข้มข้นขึ้นและเกิดนิ่วได้ง่ายเช่นกัน
แพทย์ยังอธิบายว่า ปัจจุบันแนวทางการรักษามาตรฐานคือการผ่าตัดนำถุงน้ำดีออกทั้งหมด ไม่ใช่การนำเฉพาะก้อนนิ่วออก เนื่องจากถุงน้ำดีที่เคยอักเสบมีโอกาสกลับมาสร้างนิ่วซ้ำ และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้
ส่วนผู้ที่กังวลว่าการตัดถุงน้ำดีจะส่งผลต่อการใช้ชีวิต แพทย์ระบุว่า ในช่วงประมาณ 1 เดือนแรก ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ของทอด และอาหารรสจัด เพื่อให้ระบบย่อยอาหารปรับตัว หลังจากนั้นประมาณ 1-3 เดือน ร่างกายส่วนใหญ่จะสามารถปรับตัวได้ และกลับมารับประทานอาหารได้ตามปกติ
ทั้งนี้ แพทย์แนะนำให้ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง เข้ารับการตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบนทุก 1-2 ปี หากพบนิ่วขนาดใหญ่เกิน 3 เซนติเมตร หรือพบติ่งเนื้อในถุงน้ำดีขนาดเกิน 1 เซนติเมตร ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งถุงน้ำดีในอนาคตได้
ข้อมูลจาก ETtoday

สาววัย 38 ทนท้องอืด - แน่นท้อง นานกว่า 2 เดือน พอตรวจถึงกับตกใจ

ถึงว่า ได้ขนมไม่เต็มถุง สรุปแล้ว ผู้บริโภคคุ้มหรือไม่?

ฝนกระหน่ำอำเภอท่าอุเทน ดันน้ำลำห้วยเอ่อล้นท่วมบ้านเรือน

กรมทรัพย์สินทางปัญญา หารือสำนักงาน IP เซี่ยงไฮ้ ป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุก
















