จับชาวเวียดนาม 3 คนขุดไม้กฤษณาหวังรวยทางลัด พร้อมยึดของกลาง

พญาเสือภาคใต้บุกทลายแคมป์ลับ! จับชาวเวียดนาม 3 คนขุดไม้กฤษณาหวังรวยทางลัด พร้อมยึดชิ้นไม้กฤษณามูลค่าหลักล้านบาท
28 มกราคม 2568 - นายสุรศักดิ์ อนุสรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) ผู้วางแผนและอำนวยการปฏิบัติการด้วยตนเองในครั้งนี้ เปิดเผยว่า ภารกิจเริ่มต้นจากการได้รับข้อมูลจากสายสืบที่แจ้งว่ามีกลุ่มชาวต่างชาติเข้าไปตั้งแคมป์ลักลอบตัดไม้กฤษณาในเขตป่าสงวนแห่งชาติน้ำตกโยงและอุทยานแห่งชาติน้ำตกโยง บริเวณตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช มาแล้วเกือบ 10 วัน จึงได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษ (พญาเสือ) ภาคใต้ นำโดยนายทรงคุณ ดาลัดกวิน หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจ และนายสัญจร เพชรมาศศรี หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 2 ร่วมกับเจ้าหน้าที่สายตรวจปราบปรามของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกโยง และกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 42 รวมกำลังกว่า 20 นาย เข้าปฏิบัติการ
นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในคืนวันที่ 27 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 23.45 น. เจ้าหน้าที่ได้เดินเท้าเข้าไปในพื้นที่ป่าลึกตามพิกัดที่ได้รับมา จนกระทั่งพบแคมป์ที่พักซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ เจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังล้อมโอบแคมป์ก่อนแสดงตัวและควบคุมตัวชายสัญชาติเวียดนาม 3 คน ที่กำลังพักอยู่ในแคมป์ ซึ่งทั้ง 3 คนมาจากประเทศเวียดนาม การสื่อสารในขณะนั้นต้องใช้แอปพลิเคชัน Google Translate เป็นตัวกลางในการสนทนา
เมื่อทำการตรวจค้นภายในแคมป์ พบชิ้นไม้กฤษณาซึ่งเป็นของป่าหวงห้ามลำดับที่ 4 ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดของป่าหวงห้าม พ.ศ. 2530 น้ำหนักรวม 25.05 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังพบซากเม่นหางพวง หรืออีแกะย่างรมควัน ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองน้ำหนัก 1.20 กิโลกรัม พร้อมเครื่องมือขุดไม้ 3 ชิ้น สิ่วแต่งไม้ 14 เล่ม มีดดาบ 2 เล่ม และอุปกรณ์อื่นๆ รวมถึงเงินสดทั้งไทยและเวียดนาม และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง
จากการตรวจสอบบริเวณใกล้เคียงยังพบการตัดโค่นต้นกฤษณาคาตอซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก ไม้หวงห้ามธรรมดา ลำดับที่ 162 ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 จำนวน 2 ต้น เมื่อสอบสวนผู้ต้องหาพบว่าพวกเขาเข้ามาตั้งแคมป์พักอาศัยเก็บหาชิ้นไม้กฤษณามาแล้ว 10 วัน โดยมีเป้าหมายเพื่อนำไม้กฤษณาไปจำหน่ายในตลาดมืดในราคา 40,000-200,000 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพของไม้ ซึ่งหากคำนวณจากของกลางที่ยึดได้อาจมีมูลค่ารวมหลายล้านบาท
การกระทำของผู้ต้องหาทั้ง 3 คนเป็นความผิดตามกฎหมาย 4 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ในข้อหาทำไม้หวงห้าม เก็บหาและมีไว้ครอบครองของป่าหวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ในข้อหาทำไม้และเก็บหาของป่าในป่าสงวนแห่งชาติ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ในข้อหากระทำให้เสื่อมสภาพพื้นที่อุทยาน ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่า รวมถึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ในข้อหาล่าและมีไว้ครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
นายสุรศักดิ์ กล่าวเสริมว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการภายใต้การอำนวยการของนายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า ซึ่งได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษทำงานอย่างบูรณาการกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ได้สั่งการด่วนให้เพิ่มความเข้มข้นในการป้องกันปราบปรามผู้กระทำผิดและลักลอบกระทำผิดในพื้นที่อนุรักษ์ พร้อมให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
"ท่านอธิบดีมีนโยบายชัดเจนว่าต้องปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของชาติให้ได้อย่างเต็มกำลัง และจะไม่มีการผ่อนปรนกับผู้กระทำผิดไม่ว่ากรณีใดๆ การจับกุมในครั้งนี้จึงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความจริงจังของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) ในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของชาติ โดยเฉพาะการทำงานของหน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (พญาเสือ) ที่มีความพร้อมทั้งกำลังพลและอุปกรณ์ในการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ยากลำบาก เราจะทำงานอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นตามที่ท่านอธิบดีได้วางนโยบายไว้"
ขณะนี้ได้ แจ้งความกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเต็มที่แล้ว ขณะนี้อุทยานแห่งชาติน้ำตกโยงกำลังดำเนินการประเมินค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายเพื่อเรียกค่าชดเชยจากผู้กระทำผิดต่อไป
"คดีนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ที่คิดจะบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติของชาติว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ภายใต้การนำของท่านอธิบดีอรรถพล เจริญชรรษา มีความพร้อมและมุ่งมั่นในการปกป้องป่าไม้และสัตว์ป่าอย่างเข้มงวดและจริงจัง ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใครหรือมาจากที่ใดก็ตาม เราจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่และต่อเนื่องเพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติของชาติไว้ให้ลูกหลานของเราต่อไป" นายสุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
ที่มา : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช



















