หมอดังตีแผ่ความจริง ทำไม "ลงพุง" ถึงอันตรายกว่า "อ้วนทั้งตัว"

ความจริงเรื่องพุง ทำไมลงพุงทำร้ายร่างกายมากกว่าอ้วนทั้งตัว ล่าสุด นพ.จิรรุจน์ ชมเชย กุมารแพทย์โรคระบบหายใจ ออกมาให้ความรู้ชัด
แม้จะน้ำหนักไม่มาก แต่หลายคนกลับมี “พุง” ที่ยื่นออกมาโดยไม่รู้ตัว และพุงเล็ก ๆ นี้เอง อาจซ่อนความเสี่ยงร้ายแรงมากกว่าความอ้วนทั้งตัว ล่าสุด นพ.จิรรุจน์ ชมเชย กุมารแพทย์โรคระบบหายใจ ออกมาให้ความรู้ เตือนว่า “ลงพุง” ไม่ใช่แค่ปัญหาความสวยงาม แต่คือสัญญาณอันตรายของไขมันชนิดพิเศษที่แฝงตัวลึกในช่องท้อง ซึ่งมีบทบาทกระตุ้นการอักเสบ ทำลายระบบเผาผลาญ และเพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรังหลายชนิด พร้อมอธิบายกลไกของเนื้อเยื่อไขมันที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ และแนวทางจัดการไขมันช่องท้องอย่างถูกวิธี ไม่ใช่แค่อดอาหาร แต่ต้องปรับฮอร์โมนทั้งระบบ
ทำไม "ลงพุง" ถึงอันตรายกว่า "อ้วนทั้งตัว" ?
เรื่องของ เนื้อเยื่อไขมันที่อาจไม่เคยรู้ แต่ต้องเข้าใจ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจเนื้อเยื่อไขมันที่ เป็นแหล่งสะสมไขมัน ในร่างกาย คือ
1. ไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat - SAT)
ไขมันที่จับได้เป็นก้อนนิ่มๆ ตามแขนขา สะโพก ไขมันชนิดนี้ทำหน้าที่เหมือน "ถังเก็บพลังงานที่ปลอดภัย" (Metabolic Sink) คอยเก็บไขมันส่วนไม่ให้ล่องลอยในเลือดไว้เป็นพลังงานสำรอง เปรียบเหมือนการฝากเงินในธนาคารที่มีความมั่นคง ปลอดภัยต่อร่างกาย
2. ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat - VAT)
นี่คือตัวร้ายที่ซ่อนอยู่ลึกในช่องท้อง แทรกตามตับและลำไส้ เขาไม่ได้แค่อยู่เฉยๆ แต่ทำตัวเหมือน "ต่อมไร้ท่อที่ป่วย" คอยปล่อยสารอักเสบเข้าสู่กระแสเลือด ตรงนี้สำคัญนะครับ ไขมันชนิดนี้มีความไวต่อความเครียดสูง และพร้อมจะปล่อยกรดไขมันออกมาทำลายระบบเผาผลาญของเราตลอดเวลา
ทำไมไขมันช่องท้อง (VAT) ถึงน่ากลัว ?
เพราะเนื้อเยื่อไขมันนี้มี "ทางด่วน" วิ่งตรงเข้าสู่ตับครับ! เรียก Portal vein
เมื่อไขมันช่องท้องปล่อยกรดไขมันและสารอักเสบออกมา มันจะไหลตรงไปที่ตับทันที ทำให้เกิดไขมันพอกตับ ตับดื้ออินซูลิน และเสี่ยงเบาหวาน
ทฤษฎี "เขื่อนแตก" (Spillover Effect)
ทำไมเราถึงลงพุง?
เพราะถังเก็บไขมันใต้ผิวหนัง (SAT) ของแต่ละคนมีขีดจำกัดครับ เมื่อเรากินเกินจนถังนี้เต็ม ไขมันไม่มีที่ไป จึงต้องล้นทะลัก (Spillover) เข้าไปยัดเยียดในช่องท้อง (VAT) และตับแทน โดยเฉพาะ "ในคนเอเชีย" ที่ถังเก็บไขมันใต้ผิวหนังมักจะเล็กกว่าฝรั่ง ทำให้เสี่ยงลงพุงและป่วยง่ายกว่า
4 วิธีจัดการ "ไขมันช่องท้อง" (ปรับฮอร์โมน ไม่ใช่แค่อดอาหาร)
1. ตัดท่อน้ำเลี้ยง (Diet) ลดแป้ง ขัดขาว และที่สำคัญที่สุดคือ "ตัดน้ำตาลฟรุกโตส" (น้ำหวาน, ผลไม้หวานจัด) เพราะฟรุกโตสคือวัตถุดิบหลักที่ตับใช้สร้างไขมันช่องท้องโดยตรง
2. เว้นช่วงมื้ออาหาร (IF) การทำ Intermittent Fasting (เช่น 16/8) ช่วยลดอินซูลิน และกระตุ้นฮอร์โมนที่ช่วยดึงไขมันช่องท้องมาเผาผลาญได้ดีมาก
3. ออกกำลังกายให้ถูกจุด (Exercise) ไขมันช่องท้องไวต่อฮอร์โมนกระตุ้นการเผาผลาญ (Adrenaline) มาก การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา (HIIT) หรือเวทเทรนนิ่ง จะช่วยกำจัดมันได้ไวกว่าการวิ่งเหยาะๆ (ดูกำลังและสภาวะร่างกายแต่ละท่านด้วยนะครับ)
4. นอนดี-หนีเครียด (Lifestyle) ความเครียดกระตุ้นฮอร์โมน Cortisol ซึ่งมีตัวรับอยู่ที่พุงเยอะมาก ยิ่งเครียด ร่างกายยิ่งสั่งให้เก็บไขมันไว้ที่พุง
ดังนั้น นอนน้อยหรือเครียดจัด พุงจะไม่ยุบครับ
สรุป การลดพุงไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่คือการ "เจรจาต่อรองกับฮอร์โมน" เพื่อหยุดกระบวนการอักเสบในร่างกาย เริ่มต้นวันนี้ด้วยการลดหวาน ลดเครียด และขยับตัวให้มากขึ้นนะครับ!



















