พ่อร่ำไห้โฮขอความเป็นธรรมลูกสาวรถชนขาขาด หมอไม่รักษาห่วงรอผลตรวจโควิด

07 มิถุนายน 2564

พ่อร่ำไห้โฮขอความเป็นธรรม ลูกสาวรถชนขาขาด หมอไม่รักษาห่วงรอผลตรวจโควิด สุดท้ายน้องเสียชีวิต สาวพลเมืองดีเล่าว่าหมอปล่อยนอนรอตั้งแต่ตี 1 จนถึงเช้าของอีกวัน ก่อนเสียชีวิตญาติบอกว่าน้องบ่นว่าปวดหมอจึงฉีดยาแก้ปวดเข้าไปจนน้ำท่วมปอด

คุณพ่อร้องขอความเป็นธรรมหลังลูกสาวเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชน ทว่าที่น่าเจ็บใจเป็นเพราะลูกไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลเนื่องจากหมอไม่ทำการผ่าตัดให้เพราะรอผลตรวจโควิดของลูกก่อน โดยเรื่องนี้มีสาวพลเมืองดีที่ไปพบน้องกับคุณพ่อตอนเกิดอุบัติเหตุและได้เข้าช่วยเหลือตั้งแต่ต้นออกมาโพสต์เล่าเหตุการณ์ทั้งหมด

 

โดยสาวพลเมืองดีเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดว่า "แก้ข่าวนิดหนึ่งนะคะ เหตุเกิดประมาณ เที่ยงคืน ในคลิปคนที่อุ้มเด็กคือหนูเอง_หนูไม่ใช่แม่น้องนะคะ จริงๆแล้วเขามากัน 3 คน พ่อ แล้วก็น้องอีก 2 คน คนเล็ก 3 ขวบ คนโตที่ขาขาด 11 ขวบ หนูเองที่ไปเจอเขาก่อน แล้วโทรแจ้งพี่เก๋ แจ้งตำรวจ กว่าจะมีคนมาช่วยก็อีกสักพักเพราะตรงนั้นมืดมาก ไม่มีไฟ 

ตอนแรกพ่อน้องอุ้มลูกคนเล็ก 3 ขวบ พ่อน้องก็เจ็บแล้วก็วิ่งไปดูคนโตคือน้องที่ขาขาด เขาเลยเอาคนเล็กวางไว้หนูกลัวน้องจะเดินออกถนน เพราะรถใหญ่ก็วิ่งเยอะ เลยคว้ามาอุ้มไว้ก่อน 

สักพักกู้ภัยมา หนูก็บอกว่าหนูไม่ใช่แม่น้องนะ เพราะถ้าไปโรงบาลหนูให้ข้อมูลอะไรไม่ได้ หนูไม่รู้จักเขาเลย แต่ตอนนั้นพ่อก็ตกใจกับคนโตอยู่ กู้ภัยเลยบอกให้หนูอุ้มคนเล็กขึ้นรถมาก่อน พอถึงโรงบาลตอนตี 1 หมอก็ให้พ่อไปทำบัตร แต่ด้วยความที่เกิดจากอุบัติเหตุบัตรกระเป๋าตัง หรือโทรศัพท์ของพ่อน้องกระเด็นหายไป หนูเลยไปเขียนชื่อน้องพ่อน้องยื่นให้พนักงานห้องบัตรแทน พนักงานห้องบัตรก็ไม่พอใจ ชักสีหน้า ดุ ว่า หาว่าทำไมไม่เอาบัตรมา ต่างๆนาๆ อะก็ไม่ว่า พ่อน้องเลยถามหนูว่าให้พาน้องคนเล็กไปทำแผลก่อนได้มั้ย หนูเลยพาไปเข้าห้องฉุกเฉิน พยาบาลหน้าห้องฉุกเฉินก็ว่ากับมาอีกว่า ถ้าไม่มีบัตรก็ยังทำอะไรไม่ได้ หนูเลยบอกว่าเขาเกิดอุบัติเหตุมา ทุกอย่างหายหมด บัตรกำลังทำอยู่ แต่ช่วยทำแผลให้ก่อนได้มั้ย เพราะน้องคนเล็กมีแผลที่หลัง ถลอกตามตัว เขาบอกไม่ได้ 

อะหนูก็เดินไปรอเอาบัตร สักพักก็ได้มา พ่อน้องก็รบกวนให้หนูติดต่อญาติทางสมุทรปราการให้ หนูก็ติดต่อแล้วพ่อก็เข้าไปหาลูกคนโตที่ขาขาด หนูก็มานั่งรอเจอญาติเขาข้างนอก สักพักพ่อน้องเดินออกมาจะยืมโทรศัพท์โทรหาญาติ เพื่อจะบอกญาติว่าจะเอายังไง เพราะหมอถามว่า จะให้น้องตัดขาเลย หรือจะให้ต่อ ถ้าตัดเลยมีโอกาสรอด ถ้าต่อน้องเสียเลือดเยอะแล้วโอกาสช็อกเยอะ พ่อเลยตัดสินใจบอกหมอให้ตัดเพื่อรักษาชีวิตน้องไว้ ส่วนคนเล็ก พ่อน้องบอกว่าหมอจับขาแล้วบอกว่า ไม่น่าจะหัก แล้วพ่อก็เดินเข้าไปหาหมอ 
 

ตี 3 ญาติๆมาถึง เขาก็ถามหนูว่าน้องเป็นไงบ้าง หนูก็บอกไป แล้วหนูก็ขอตัวกลับ แต่ก่อนกับก็บอกเขาว่ารบกวนแจ้งหน่อยว่าน้องเป็นไงบ้าง ก็กลับมา ตอนเช้าหนูโทรไป ญาติบอกหมอยังไม่ได้ทำอะไรให้เลย ห่วงรอผลโควิด ทั้งๆที่น้องแย่แล้ว น้องมาถึงโรงพยาบาลตั้งแต่ตี1หมอปล่อยไว้ถึงเช้าของอีกวัน แต่ตอนนั้นน้องยังไม่เสีย ยังคุยได้ ถามได้ ทุกคนก็คิดว่าน้องจะต้องรอดรวมถึงหนูด้วย หนูก็ติดต่อกับญาติของน้องตลอด เพราะหนูเจอ หนูเข้าไปช่วยตั้งแต่แรก ก็ไม่อยากให้น้องเป็นอะไร 

ช่วงบ่ายญาติน้องโทรมาบอกน้องเสียแล้ว หนูเลยไปโรงพยาบาลตอนนั้นเลย สุดท้ายน้องคนเล็กที่หมอบอกว่าขาไม่น่าจะหักไม่เป็นอะไร น้องใส่เฝือกสะโพกหลุดกระดูกขาแตก คนโตสภาพศพน้องคือเหมือนเดิม ขาของน้องห่อไว้เหมือนเดิม เหมือนที่มาจากที่เกิดเหตุ หมอไม่ได้ทำอะไรให้น้อง เพราะเพียงแค่รอผลโควิด น้องเสียเลือดเยอะมาก ญาติน้องบอกว่า พอน้องบอกปวดหมอก็ฉีดยาแก้ปวดเข้าไปอีกฉีดจนน้ำท่วมปอด น้องเลยช็อกแล้วเสียไป ทุกคนเสียใจมาก หนูเองก็เสียใจที่ช่วยน้องได้เท่านี้

ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของน้องมากๆนะคะ 

ปล. ถ้าเป็นโควิดยังมีทางรักษาหายได้แต่ถ้าตายแล้วฟื้นไม่ได้ คนไม่เคยสูญเสียไม่มีทางรู้สึกว่าการสูญเสียมันเจ็บปวด คนทุกคนล้วนมีค่ากับครอบครัวกับคนที่รักเค้าเสมอ และผลโควิดออกมา น้องไม่มีเชื้อ น้องไม่ได้เป็นโควิดนะคะ

เราไม่ใช่ครอบครัว ไม่ใช่ญาติหรอก แต่ทำไมเราถึงต้องเดือดร้อนแทน ไม่ใช่เพราะอยากมีส่วนร่วมมีบทบาทอะไรทั้งนั้นนะ ไม่ได้อยากได้เงิน หรือสิ่งตอบแทนอะไรใดๆเลย แต่ที่คอมเม้นไป คือเราเห็นเหตุการกับตาตัวเอง ช่วยมากับมือ อุ้มน้องมาทั้งๆที่ไม่รู้จัก ทั้งๆที่ตัวเลอะแต่เลือด เพราะเราหวัง หวังให้น้องได้กับไปมีชีวิตกับครอบครัว แค่นั้น และเราก็เชื่อ ว่าคนที่ดูอยู่ในไลด์สด ก็หวังแบบเรา ทุกคนไม่คิดด้วยซ้ำว่าน้องจะเสีย เพราะน้องสติดีมากๆ ไม่มีร้อง ไม่มีงอแง มันไม่ผิดที่เราจะหวังแบบนี้ และเราเองไม่ได้ว่าใคร เราไม่ได้ผิดที่เราพูด คำพูดแต่ละคำของเราที่คอมเม้น เราใช้คำพูดดีทั้งนั้น ไม่มีด่า ไม่มีหมิ่นประมาท แต่เราพูดถึงความจริงทั้งหมด คนๆหนึ่งมีค่าแค่ไหน มันไม่ควรที่จะจบลงแบบนี้"
 

 

ขอบคุณ Sai Panatta