ทุกคำที่จิบมีราคา? งานวิจัยเผยเครื่องดื่มหวานกระทบอายุขัย

งานวิจัยจากสหรัฐฯ วิเคราะห์อาหารกว่า 5,800 รายการ พบว่าเครื่องดื่มน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม อาจเชื่อมโยงกับการลดลงของอายุขัยเฉลี่ย
ประเด็นเรื่องเครื่องดื่มน้ำตาลกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังงานวิจัยจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เสนอวิธีประเมินผลกระทบของอาหารในหน่วย “นาทีสุขภาพ” (Health-adjusted life minutes) ผ่านดัชนีที่เรียกว่า Health Nutritional Index (HENI)
การศึกษาดังกล่าววิเคราะห์อาหารและเครื่องดื่มกว่า 5,800 รายการที่บริโภคกันทั่วไปในสหรัฐฯ โดยใช้ข้อมูลภาระโรค (burden of disease) และความเสี่ยงเชิงระบาดวิทยาที่เกี่ยวข้องกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวานชนิดที่ 2 และมะเร็งบางชนิด
ผลการประเมินพบว่า เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง และกาแฟปรุงแต่งหวาน ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความสัมพันธ์เชิงลบต่อสุขภาพในระยะยาว โดยการบริโภคน้ำอัดลมหนึ่งหน่วยอาจเชื่อมโยงกับการลดลงของเวลาสุขภาพเฉลี่ยประมาณ 10–12 นาที ตามแบบจำลองทางสถิติของงานวิจัย
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำชัดว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นการคำนวณในระดับประชากร (population-level model) ไม่ได้หมายความว่าการดื่มเพียงครั้งเดียวจะทำให้อายุสั้นลงทันที แต่สะท้อนแนวโน้มความเสี่ยงสะสมหากบริโภคเป็นประจำในระยะยาว
ทำไมเครื่องดื่มหวานจึงถูกจับตา
เครื่องดื่มน้ำตาลสูงให้พลังงานมากแต่คุณค่าทางโภชนาการต่ำ และมีความเชื่อมโยงกับภาวะน้ำหนักเกิน ภาวะดื้อต่ออินซูลิน และความดันโลหิตสูง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจ
ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า ประชากรสหรัฐฯ มากกว่าครึ่งบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในแต่ละวัน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ถูกติดตามต่อเนื่อง
ด้านบวกก็มี
ในงานวิจัยเดียวกัน อาหารบางประเภท เช่น ปลา ถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี และผักบางชนิด ถูกประเมินว่าอาจเชื่อมโยงกับการเพิ่ม “นาทีสุขภาพ” ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค สะท้อนผลเชิงป้องกันต่อโรคหัวใจและการอักเสบเรื้อรัง
มุมมองผู้เชี่ยวชาญ
นักโภชนาการชี้ว่า ควรมองผลวิจัยในบริบทของ “รูปแบบการกินโดยรวม” (overall dietary pattern) มากกว่าการโฟกัสที่อาหารรายการเดียว การลดเครื่องดื่มน้ำตาล เพิ่มการดื่มน้ำเปล่า หรือเลือกสูตรน้ำตาลต่ำ เป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงสะสมได้อย่างมีนัยสำคัญ
สรุปคือ งานวิจัยไม่ได้มุ่งสร้างความตื่นตระหนก แต่ต้องการให้ผู้บริโภคเห็นภาพเชิงปริมาณของผลกระทบอาหารต่อสุขภาพ เพื่อประกอบการตัดสินใจที่สมดุลมากขึ้นในชีวิตประจำวัน

ป.ป.ส. ลุยระนอง ขยายผลรวบ อ้น-เปรม เครือข่ายยาบ้าทรายแดง

3 ราศีดวงเงินพุ่ง รับทรัพย์ตรุษจีน มีเกณฑ์ได้เงินก้อนแบบไม่ทันตั้งตัว

แม่วงก์เตือนผู้ใช้ทางหลวง 1117 ชะลอความเร็ว ระวังสัตว์ป่า

5 เหตุผลตามสัญชาตญาณ ทำไมแมวชอบที่สูงและชอบกระโดดขึ้นหลังตู้
















