ส้นเท้าด้านแตกเกิดจากอะไร แจกทริกกู้ส้นเท้าด้านเนียนกริบ

ทวงคืนความมั่นใจในทุกย่างก้าวด้วยเคล็ดลับปรนนิบัติผิวเท้าแห้งกร้าน ชี้เป้าส่วนผสมสำคัญในสกินแคร์ที่ช่วยเร่งผลัดเซลล์ผิวหนา เผยผลลัพธ์เท้าเนียนนุ่มน่าสัมผัส
"ส้นเท้าด้าน" ผิวแตกแห้งจนเดินแล้วเจ็บ แถมยังทำให้อายจนไม่กล้าใส่รองเท้าเปิดส้น แบบนี้ปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาด
ปัญหาส้นเท้าแตกหรือหนาตัวขึ้น เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมากในทุกเพศทุกวัย ซึ่งนอกจากจะส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพและความมั่นใจแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้จนแผลแตกฝังลึก ก็อาจเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจนเกิดการอักเสบติดเชื้อได้ วันนี้เราจะพาทุกคนไปส่องสาเหตุที่แท้จริง พร้อมแชร์ "5 วิธีแก้ส้นเท้าด้าน" ที่ทำเองได้ง่ายๆ เพื่อกู้ผิวเท้าให้กลับมาเนียนนุ่มอมชมพูอีกครั้ง
ส้นเท้าด้าน-แตก เกิดจากอะไร?
ก่อนจะไปดูวิธีรักษา เรามาเช็กปัจจัยรอบตัวกันก่อนว่า อะไรคือตัวการที่ทำให้ส้นเท้าของเราหนาตัวขึ้น:
- แรงกดและแรงกระแทกซ้ำๆ: การยืนหรือเดินเป็นเวลานาน น้ำหนักตัวทั้งหมดจะกดทับลงที่ส้นเท้า ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นต้องหนาตัวขึ้นเพื่อรองรับแรงกระแทก
- ขาดความชุ่มชื้น: ผิวหนังบริเวณส้นเท้าไม่มีต่อมไขมัน มีเพียงต่อมเหงื่อเท่านั้น หากดื่มน้ำน้อย หรืออยู่ในห้องแอร์นานๆ ผิวจะแห้งและแตกได้ง่ายกว่าปกติ
- ใส่รองเท้าไม่เหมาะสม: การชอบเดินเท้าเปล่าบนพื้นปูนหรือพื้นบ้านแข็งๆ รวมถึงการใส่รองเท้าแตะพื้นแข็ง รองเท้าเปิดส้น หรือรองเท้าที่ไซส์เล็กเกินไป จะทำให้ส้นเท้าเสียดสีกับพื้นโดยตรงจนด้านหนา
- โรคประจำตัวบางชนิด: ผู้ที่มีภาวะอ้วน (น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์) หรือผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคสะเก็ดเงิน และโรคไทรอยด์ต่ำ จะมีแนวโน้มผิวแห้งคันและส้นเท้าแตกได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
5 วิธีแก้ส้นเท้าด้าน เปลี่ยนเท้าพังให้เป็นเท้าเนียนนุ่ม
1. แช่เท้าน้ำอุ่น ผ่อนคลายผิวหนา
- เริ่มต้นด้วยการแช่เท้าในน้ำอุ่น (ผสมเกลือสปาหรือน้ำมันมะกอกเล็กน้อย) นาน 15-20 นาที ความร้อนจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และช่วยให้เซลล์ผิวหนังที่แห้งกร้านและหนาตัวบริเวณส้นเท้านุ่มลง ทำให้ง่ายต่อการสครับในขั้นตอนต่อไป
2. ขัดส้นเท้าอย่างเบามือ (ห้ามใช้ของมีคมขูด!)
- หลังจากแช่เท้าจนนุ่มแล้ว ให้ใช้ หินขัดเท้า หรือที่ขัดส้นเท้าโดยเฉพาะ ค่อยๆ ขัดถูเป็นวงกลมเบาๆ เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออก
- ข้อควรระวัง: ห้ามใช้กรรไกรตัดเล็บ หรือมีดโกนมาเฉือนผิวหนังที่ด้านเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดบาดแผลฉกรรจ์และเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง
3. โบกครีมบำรุงเข้มข้นสูตร "ยูเรีย" (Urea)
- หลังเช็ดเท้าให้แห้งสนิท ชโลมครีมบำรุงผิวสำหรับทาส้นเท้าโดยเฉพาะ แนะนำให้เลือกครีมที่มีส่วนผสมของ Urea (เข้มข้น 10-20%), Salicylic Acid หรือ Saccharide Isomerate ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวและกักเก็บความชุ่มชื้นได้อย่างล้ำลึกกว่าโลชั่นทาผิวทั่วไป
4. ล็อกความชุ่มชื้นด้วยการ "ใส่ถุงเท้า" นอน
- หลังจากทาครีมบำรุงเสร็จแล้ว (สามารถทาวาสลีนหรือปิโตรเลียมเจลลี่ทับอีกชั้นเพื่อความฉ่ำ) ให้สวมถุงเท้าผ้าฝ้ายหนาๆ ทันทีเพื่อล็อกเนื้อครีมไม่ให้ระเหยไปกับแอร์ และป้องกันไม่ให้เท้าไปเสียดสีกับผ้าปูที่นอนตอนนอนหลับ ตื่นมาตอนเช้าจะรู้สึกได้เลยว่าเท้านุ่มขึ้นอย่างชัดเจน
5. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
- เลิกเดินเท้าเปล่า: หาซื้อรองเท้าใส่ในบ้าน (Slippers) ที่มีพื้นนุ่มๆ มาใส่ เดินบนพื้นบ้าน
- เลือกรองเท้าที่ซัพพอร์ตส้นเท้า: หลีกเลี่ยงรองเท้าแตะพื้นแข็งเป๊ก หรือรองเท้าที่บีบรัดเท้าเกินไป
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-10 แก้ว เพื่อบำรุงผิวจากภายใน
หากทำตามสูตร "แช่-ขัด-ทา-ใส่ถุงเท้า" อย่างสม่ำเสมอทุกวัน ผิวที่แห้งด้านระดับเริ่มต้นจะเริ่มเนียนนุ่มขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ ครับ แต่สำหรับรายที่มีรอยแตกฝังลึก อาจต้องใช้เวลา 4-6 สัปดาห์ และหากมีอาการเจ็บแผล มีเลือดออก หรือแผลมีอาการบวมแดงร้อน แนะนำให้เข้าพบแพทย์ผิวหนังเพื่อรับยาปฏิชีวนะ ไม่ควรแกะหรือรักษาเอง
สรุปง่ายๆ แค่หันมาใส่ใจทาครีมและสวมรองเท้านุ่มๆ เป็นประจำ ปัญหาส้นเท้าด้านก็จะไม่กลับมากวนใจ มั่นใจได้ทุกย่างก้าวแน่นอน

รองนายกฯ ประกาศวิสัยทัศน์ ชู IP ยกระดับเศรษฐกิจไทย บนเวที 29 ปี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ

สิ้น "หลวงพ่อสนุ่น" อดีตเจ้าอาวาสวัดศรัทธาภิรม มรณภาพแล้ว

เจาะลึกวงแหวนแห่งไฟ แนวเกือกม้ามฤตยู เขย่าแผ่นดิน 90% ของโลก

เปิดเคส ตชด.ถูกรุม 8 ต่อ 1 เจ็บสาหัสเย็บ 50 เข็ม กรามหัก 2 จุด
















