ปาฎิหาริย์-ความเชื่อ

เปิดกรุสมบัติพันปี ขุดพบ ‘เครื่องประดับทองคำ-กลองมโหระทึก 6 ใบ’ มูลค่าประเมินไม่ได้

03 ก.ค. 2569 | 14:49 น.
เปิดกรุสมบัติพันปี ขุดพบ ‘เครื่องประดับทองคำ-กลองมโหระทึก 6 ใบ’ มูลค่าประเมินไม่ได้

เปิดกรุสมบัติโบราณ ขุดเจอ ‘เครื่องประดับทองคำ-กลองมโหระทึก 6 ใบ’ เคียงคู่โครงกระดูก กรมศิลปากรเผยการค้นพบข้อมูลใหม่แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี

เปิดกรุสมบัติพันปี ขุดพบ ‘เครื่องประดับทองคำ-กลองมโหระทึก 6 ใบ’ มูลค่าประเมินไม่ได้ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานแถลงข่าว

 

กรมศิลปากรเผยการค้นพบข้อมูลใหม่แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

การค้นพบข้อมูลใหม่แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี และมอบเงินชดเชยผลอาสิน จำนวน 50,000 บาท ให้แก่นางคนางค์ และนายเจน เพชรสุด เจ้าของพื้นที่ โดยมีนายชัยพล ภูต้องลม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี กล่าวต้อนรับ นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานแถลงข่าว ณ 
พระที่นั่งราชธรรมสภา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี จากนั้นนำคณะลงพื้นที่แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี โดยนางสาวกรรณิการ์ เปรมใจ นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี บรรยายสรุปการดำเนินงาน

 

กรมศิลปากรเผยการค้นพบข้อมูลใหม่แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี

อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เริ่มดำเนินงานขุดค้นแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อขุดกู้และขุดศึกษาหลักฐานทางโบราณคดีจากตำแหน่งที่มีการค้นพบกลองมโหระทึกในที่นาของนางคนางค์ เพชรสุด หมู่ 6 บ้านดอนพลับ ตำบลสมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งผลการขุดค้นในช่วงต้นพบชิ้นส่วนขอบฐานของกลองมโหระทึก พร้อมทั้งพบภาชนะดินเผาหลายใบวางอยู่โดยรอบในตำแหน่งที่สัมพันธ์กับกลอง เมื่อดำเนินการขุดลึกลงไปพบชิ้นส่วนกลองมโหระทึกอีกใบในลักษณะคว่ำหน้าอยู่ในดินและเริ่มปรากฏหลักฐานสำคัญคือ โครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังอยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยมีการวางภาชนะสำริดประกอบพิธีศพในตำแหน่งต่าง ๆ นอกจากนี้ยังพบเครื่องประดับ ได้แก่ ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน แหวนทองคำ และกำไลทองคำ ซึ่งบางชิ้นยังคงสวมอยู่กับโครงกระดูก สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของบุคคลผู้ถูกฝังและความเชื่อเกี่ยวกับการอุทิศสิ่งของในพิธีกรรมหลังความตาย

 

อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า ภายหลังจากการค้นพบโครงกระดูก นักโบราณคดีได้ดำเนินการขุดค้นอย่างละเอียดเพื่อศึกษารูปแบบการฝังศพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จนกระทั่งพบโครงกระดูกเพิ่มเติม มีการสวมโลหะสำริดลักษณะคล้ายภาชนะครอบบริเวณศีรษะ ซึ่งถือเป็นลักษณะ

พิเศษที่ไม่พบโดยทั่วไป อีกทั้งยังพบกลุ่มโบราณวัตถุสำคัญ เช่น เครื่องประดับทองคำ แหวนทองคำ ลูกปัดทองคำ จี้ทองคำ ต่างหูทองคำ ภาชนะดินเผาขนาดเล็ก ภาชนะสำริด และลูกปัดจำนวนมาก การดำเนินงานจนถึงปัจจุบันพบโครงกระดูกมนุษย์ รวม 9 โครง โดยโครงกระดูกที่พบล่าสุดสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นโครงกระดูกเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี มีโลหะสำริดรูปร่างคล้ายฆ้องสำริดวางอยู่บนบริเวณลำตัว พบกลองมโหระทึกเพิ่มเติมอีก 4 ใบ รวมเป็น 6 ใบ ซึ่งจะดำเนินการขุดแต่งกลอง เพื่อศึกษาลักษณะและลวดลายบนลำตัวของกลอง ตลอดจนศึกษาแบบแผนของการฝังศพและรูปแบบการวางของอุทิศให้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังพบก้อนดินเผาไฟจำนวนมาก กรามฟันสัตว์เคี้ยวเอื้อง ประเภทวัว/ควาย สภาพค่อนข้างสมบูรณ์โดยพบทั้งกรามบนและกรามล่างอยู่ในบริเวณใกล้กัน ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงการฝังสัตว์ร่วมในพิธีกรรมการฝังศพและพบร่วมกับวัตถุอุทิศ แสดงถึงความสำคัญของสัตว์เหล่านั้น อาจเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำชุมชน หรือมีความสำคัญในแง่อื่น ๆ ซึ่งต้องมีการศึกษาต่อไป
  

หลังจากนี้ กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม จะเข้าบันทึกหลักฐานโครงกระดูก 

และหลุมขุดค้นด้วยเทคนิค 3D Scan อีกครั้ง ก่อนจะทำการเก็บโครงกระดูก และโบราณวัตถุขึ้นจากหลุมในเดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป โดยทีมนักโบราณคดี จากสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี และสำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี  ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีของกรมศิลปากร และนักวิทยาศาสตร์จากกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ พร้อมทั้งจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุ และนำส่งไปยังกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อทำการอนุรักษ์ จากนั้นจะทำการเคลียร์หลุมขุดค้นเพื่อคืนสู่สภาพเดิม ก่อนส่งมอบพื้นที่ให้กับเจ้าของที่นาได้ใช้ประกอบอาชีพต่อไป ทั้งนี้ ได้จัดส่งตัวอย่างถ่านที่ได้จากการขุดค้นไปหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา คาดว่าจะทราบผลค่าอายุที่แน่นอนประมาณ 3 เดือน 

จากรูปแบบกลองมโหระทึกและโบราณวัตถุที่พบร่วมกับโครงกระดูกทำให้สันนิษฐานได้ว่าแหล่งฝังศพนี้น่าจะจัดอยู่ในช่วงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายราวประมาณ 2,000 ถึง 1,500 ปีมาแล้วเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ซึ่งจากการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง เป็นแหล่งฝังศพที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงวิชาการ สะท้อนถึงรูปแบบพิธีกรรม ความเชื่อ และสถานะทางสังคมของชุมชนในอดีต และยังคงมีศักยภาพในการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในอนาคต ทั้งในด้านโบราณคดี มานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของภูมิภาค 

 

ข่าวล่าสุด

ข่าวเด่น

กรุสมบัติยังไม่หมด กรมศิลป์ พบ “แหวนทองคำมีจารึก” ย้ำชัดเจ้าของไม่ธรรมดา

กรุสมบัติยังไม่หมด กรมศิลป์ พบ “แหวนทองคำมีจารึก” ย้ำชัดเจ้าของไม่ธรรมดา

เปิดกรุสมบัติพันปี ขุดพบ ‘เครื่องประดับทองคำ-กลองมโหระทึก 6 ใบ’ มูลค่าประเมินไม่ได้

เปิดกรุสมบัติพันปี ขุดพบ ‘เครื่องประดับทองคำ-กลองมโหระทึก 6 ใบ’ มูลค่าประเมินไม่ได้

3 ราศีช่วงนี้ดวงการเงินดีขั้นสุด รับทรัพย์ก้อนใหญ่จนฉุดไม่อยู่

3 ราศีช่วงนี้ดวงการเงินดีขั้นสุด รับทรัพย์ก้อนใหญ่จนฉุดไม่อยู่

เตือนสายเปิดพัดลมจ่อตัว  4 อาการป่วยจากการนอนจ่อทั้งคืน

เตือนสายเปิดพัดลมจ่อตัว 4 อาการป่วยจากการนอนจ่อทั้งคืน

ไขข้อข้องใจ  "น้ำตาลปี๊บ" ทำมาจากอะไร? เผยเคล็ดลับความหวาน

ไขข้อข้องใจ "น้ำตาลปี๊บ" ทำมาจากอะไร? เผยเคล็ดลับความหวาน