23 พฤษภาคม ถูกกำหนดให้เป็น วันเต่าโลก (World Turtle Day)

เนื่องใน "วันเต่าโลก" 23 พฤษภาคม หน่วยงานอนุรักษ์เปิดข้อมูล 3 เรื่องจริงสุดทึ่งของเต่า สัตว์ดึกดำบรรพ์ 200 ล้านปี เผยกระดองคือกระดูกไม่ใช่บ้านถอดเข้าออกไม่ได้
วันที่ 23 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันเต่าโลก (World Turtle Day) ซึ่งริเริ่มโดยองค์กรอนุรักษ์เต่าและเต่าบกแห่งอเมริกา (American Tortoise Rescue) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระตุ้นให้ประชากรโลกตระหนักถึงความสำคัญของเต่า ตลอดจนร่วมมือกันปกป้องดูแลสัตว์สี่เท้าที่มีกระดองแข็ง ซึ่งปัจจุบันกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ประชากรลดลงอย่างต่อเนื่องทั่วโลกจากปัญหาการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยและกิจกรรมของมนุษย์
ในประเทศไทย ข้อมูลทางชีววิทยาแบ่งเต่าออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่
- เต่าบก ซึ่งมีลักษณะเล็บหนา ขามีเกล็ด และว่ายน้ำไม่เป็น
- เต่าน้ำจืด มีพังผืดระหว่างนิ้วเพื่อช่วยในการว่ายน้ำ
- เต่าทะเล ซึ่งมีขาพัฒนาเป็นรูปใบพาย อาศัยอยู่ในทะเลลึกและจะขึ้นมาวางไข่บนฝั่งเท่านั้น โดยจากสถิติพบว่าในบรรดาสายพันธุ์เต่าทะเล 7 ชนิดทั่วโลก มีพิกัดการพบบนพื้นที่ชายฝั่งของประเทศไทยจำนวน 5 ชนิด ประกอบด้วย เต่าตนุ, เต่ากระ, เต่าหญ้า, เต่าหัวค้อน และเต่ามะเฟือง ส่วนเต่าหลังแบนและเต่าหญ้าแคมป์ไม่มีรายงานการพบในน่านน้ำไทย
จากการรวบรวมข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ มีการเปิดเผย "3 เรื่องจริงของเต่า" เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน ดังนี้:
- กระดองคือส่วนหนึ่งของร่างกาย: ชี้แจงความเข้าใจผิดจากภาพยนตร์การ์ตูนที่ว่าเต่าสามารถถอดกระดองได้ แท้จริงแล้วกระดองเต่าคือกระดูกสันหลังและซี่โครงที่เชื่อมต่อกันเป็นเนื้อเดียว ดังนั้นการเคาะกระดองแรงๆ หรือหากกระดองเกิดการแตกหัก จะสร้างความเจ็บปวดรุนแรงและอาจทำให้เต่าเสียชีวิตได้
- กลไกการขับเกลือ: ปรากฏการณ์เต่าทะเลมีน้ำตาคลอขณะขึ้นมาวางไข่บนชายหาด ไม่ใช่พฤติกรรมจากความเศร้าใจ แต่เป็นกลไกทางธรรมชาติในการขับปริมาณเกลือส่วนเกินออกจากร่างกายผ่านทางต่อมน้ำตา
- ภาวะโลกร้อนมีผลต่อการเลือกเพศ: ไข่ของเต่าทะเลไม่มีโครโมโซมกำหนดเพศมาแต่แรก แต่อุณหภูมิของทรายในบริเวณที่แม่เต่าฝังไข่จะเป็นตัวกำหนด โดยทรายที่มีอุณหภูมิอุ่นจะส่งผลให้ลูกเต่าฟักออกมาเป็นเพศเมีย ส่วนทรายที่เย็นจะฟักออกเป็นเพศผู้ ซึ่งวิกฤตภาวะโลกร้อน (Climate Change) ในปัจจุบัน กำลังส่งผลกระทบทำให้ทรายทั่วโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น จนประชากรเต่าเพศเมียพุ่งสูงเกินเกณฑ์และขาดความสมดุลทางพันธุกรรม
เพื่อตอบรับวันสำคัญนี้ เครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่าได้ออกมาเรียกร้องให้ภาคประชาชนและนักท่องเที่ยว หันมาปฏิบัติตามมาตรการเชิงรุกเพื่อร่วมกันยืดอายุและฟื้นฟูประชากรเต่าให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง ผ่านแนวทาง "4 ร่วมเพื่อเต่าโลก" ดังนี้:
- ร่วมที่ 1: ร่วมลด ละ เลิก ขยะพลาสติก โดยเฉพาะถุงพลาสติกและหลอดพลาสติก ซึ่งเป็น "เพชฌฆาตเงียบ" ในท้องทะเล เนื่องจากเมื่อถุงพลาสติกแช่อยู่ในน้ำจะมีลักษณะพริ้วไหวคล้ายแมงกะพรุน ซึ่งเป็นอาหารโปรดของเต่าทะเล หากเต่ากินเข้าไปจะอุดตันในระบบทางเดินอาหารและทรมานจนตายในที่สุด
- ร่วมที่ 2: ร่วมใจท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ "ดูแต่ตามืออย่าต้อง" ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์ ห้ามจับ อุ้ม หรือนำลูกเต่าทะเลที่เพิ่งฟักขึ้นมาถ่ายภาพเซลฟี่เพื่อทำคอนเทนต์เด็ดขาด เนื่องจากฝ่ามือนักท่องเที่ยวมีแบคทีเรียปนเปื้อนที่สามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังเต่า ทำให้น้องเกิดอาการติดเชื้อ เครียดจัด และเสียชีวิตได้
- ร่วมที่ 3: ร่วมช่วยเหลืออย่างถูกวิธี หากพบเต่าบกกำลังเดินงุ่มง่ามข้ามถนนในวันฝนตก ให้ช่วยอุ้มย้ายไปปล่อยในทิศทางที่มันกำลังจะเดินไป และห้ามโยนเต่าบกลงในแหล่งน้ำลึกเด็ดขาดเพราะเต่าบกไม่สามารถว่ายน้ำได้และจะจมน้ำตายทันที
- ร่วมที่ 4: ร่วมเป็นหูเป็นตาและแจ้งเบาะแส หากพบเห็นการลักลอบซื้อขายเต่าป่า สัตว์คุ้มครอง หรือพบเห็นพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่รังแกและรบกวนสัตว์ทะเลหายาก ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันทีเพื่อระงับเหตุ
การร่วมมือกันในวันเต่าโลกปีนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การเฉลิมฉลองชั่วข้ามคืน แต่เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของมนุษย์ เพื่อคืนธรรมชาติที่สมดุลและปลอดภัยให้แก่สัตว์ดึกดำบรรพ์อายุ 200 ล้านปีนี้ ได้อยู่คู่กับโลกใบนี้ต่อไปตราบนานเท่านาน




















