สังคม

heading-สังคม

ดร.อลงกต จี้รัฐสภาใช้กรณีสีดอหูพับปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบ

15 ก.พ. 2569 | 11:18 น.
ดร.อลงกต จี้รัฐสภาใช้กรณีสีดอหูพับปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบ

ดร.อลงกต ชี้สัตว์ไม่ใช่ทรัพย์ หากรัฐสภาปล่อยผ่านเหตุการณ์นี้จะยิ่งบั่นทอนความชอบธรรม พร้อมเสนอปฏิรูปกฎหมายและโครงสร้างองค์กรใหม่

ดร.อลงกต ชูแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เรียน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาที่เคารพทุกท่าน การเสียชีวิตของช้างป่า “สีดอหูพับ” ได้กลายเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจประชาชนทั้งประเทศ และจุดประกายการถกเถียงในวงกว้างอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเกี่ยวกับ สิทธิสัตว์ ความรับผิดของรัฐ และความชอบธรรมของระบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

 

กระแสสังคมที่หลั่งไหลอย่างรวดเร็ว มิได้เป็นเพียงอารมณ์ชั่วคราว หากแต่สะท้อน ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของจิตสำนึกสาธารณะ ที่ประชาชนจำนวนมากตระหนักว่า สัตว์ป่าไม่ใช่วัตถุแห่งการจัดการแต่คือ “ชีวิต” ที่ควรได้รับการคุ้มครองอย่างมีศักดิ์ศรี

 

ยิ่งไปกว่านั้น ช้างมิใช่สัตว์ป่าทั่วไป หากแต่เป็น สัตว์สัญลักษณ์ประจำชาติไทย เป็นรากฐานของอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของชาติ การสูญเสียช้างป่าในบริบทของความล้มเหลวเชิงระบบของรัฐ จึงมิใช่เพียงโศกนาฏกรรมทางนิเวศ หากแต่เป็น บาดแผลเชิงศีลธรรมของสังคมไทยทั้งระบบ

 

ภายใต้บริบทเช่นนี้ รัฐสภาและวุฒิสภา ไม่อาจดำรงบทบาทเชิงรับ หรือจำกัดตนเองไว้เพียงการตรวจสอบความถูกผิดรายกรณี หากแต่จำเป็นต้องก้าวขึ้นเป็นกลไกนำการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างอย่างเร่งด่วน

 

ภาพ @Alongkot Chukaew

ดร.อลงกต จี้รัฐสภาใช้กรณีสีดอหูพับปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

heading-ข่าวที่เกี่ยวข้อง

1. เหตุใดรัฐสภาจึงต้องขยับอย่างจริงจังในขณะนี้ การเรียกร้องจากสังคมในกรณีสีดอหูพับ มิได้เกิดจากอารมณ์สงสาร หากแต่เกิดจาก ความรู้สึกไม่ยอมรับต่อความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่รัฐผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่อง

 

เสียงสะท้อนจากประชาชน นักวิชาการ สัตวแพทย์ นักกฎหมาย ภาคประชาสังคม และเยาวชน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สังคมไทยกำลังเรียกร้อง “ระบบใหม่” ในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ การเพิกเฉยหรือถ่วงเวลาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ จะไม่เพียงทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบรัฐสภา แต่จะทำให้รัฐสูญเสีย ความชอบธรรมทางศีลธรรม (moral legitimacy) อย่างรุนแรง ในทางกลับกัน หากรัฐสภาใช้โอกาสนี้เป็น จุดตั้งต้นของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง รัฐสภาจะสามารถฟื้นบทบาทของตนในฐานะ “สถาบันตัวแทนเจตจำนงของประชาชน” ได้อย่างแท้จริง

 

2. ทางออกในระหว่าง “สุญญากาศเชิงนโยบาย”: สิ่งที่รัฐสภาควรทำทันที ในระยะสั้น ระหว่างที่การปฏิรูปกฎหมายและโครงสร้างองค์กรยังต้องใช้เวลา รัฐสภาควรผลักดัน มาตรการเฉพาะหน้าเชิงระบบ เพื่อหยุดยั้งวงจรความสูญเสียซ้ำซาก ดังนี้

  • 2.1 เสนอญัตติให้ “ชะลอการเคลื่อนย้ายช้างป่าทั่วประเทศ” ยกเว้นกรณีฉุกเฉินขั้นวิกฤต โดยกำหนดให้ทุกปฏิบัติการต้องผ่านคณะผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านสัตวแพทยศาสตร์ นิเวศวิทยา และจริยธรรมสัตว์
  • 2.2 ตั้ง “คณะทำงานเฉพาะกิจของรัฐสภา” เพื่อกำหนด แนวปฏิบัติชั่วคราวระดับชาติ (Interim National Protocol)ว่าด้วยการจัดการช้างป่าในสถานการณ์เผชิญหน้าเพื่อทดแทนภาวะสุญญากาศที่มีอยู่ในปัจจุบัน
  • 2.3 เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นระดับชาติ โดยเชิญ นักวิชาการ สัตวแพทย์เฉพาะทาง ชุมชนชายป่า เกษตรกร ภาคประชาสังคม  และเยาวชน เข้าร่วมออกแบบแนวทางชั่วคราวร่วมกัน ซึ่งมาตรการเหล่านี้ไม่ใช่การรอคอยกฎหมายใหม่แต่คือ การแสดงภาวะผู้นำเชิงนโยบายของรัฐสภา
     

 

ภาพ @Alongkot Chukaew

ดร.อลงกต จี้รัฐสภาใช้กรณีสีดอหูพับปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบ

 

3. การปฏิรูปกฎหมาย: ภารกิจเชิงประวัติศาสตร์ของรัฐสภา การแก้ปัญหาคน–ช้างป่าอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจาก การรื้อฐานคิดทางกฎหมาย

  • 3.1 แก้ไข พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าโดยปรับหลักการสำคัญ ได้แก่ ยอมรับสัตว์ป่าในฐานะ สิ่งมีชีวิตที่มีคุณค่าในตัวเอง บรรจุ หลักสวัสดิภาพสัตว์ เป็นแกนกลาง ใช้ หลักความระมัดระวังสูงสุด ในทุกปฏิบัติการ กำหนดให้การใช้ยาซึมเป็น มาตรการสุดท้ายเท่านั้น
  • 3.2 ตรากฎหมายใหม่: พ.ร.บ. การจัดการคน–สัตว์ป่าแบบมีส่วนร่วม เพื่อย้ายศูนย์กลางอำนาจ → จากระบบราชการ → สู่ชุมชนและพื้นที่(ทุกแห่งในประเทศไทยที่เกิดปัญหาการเผชิญหน้าระหว่างคนกับช้างป่า) โดยรับรอง

- สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล

- สิทธิในการร่วมตัดสินใจ

- สิทธิในการตรวจสอบ

- สิทธิในการได้รับการเยียวยา

- สิทธิในการฟ้องคดีแทนสัตว์ป่า

 

4. การรื้อโครงสร้างองค์กร: จากรัฐควบคุม → รัฐประสาน รัฐสภาควรขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างองค์กรการจัดการสัตว์ป่า โดย

  • 4.1 จัดตั้ง “สภาการจัดการคน–สัตว์ป่าระดับจังหวัด” ที่มีอำนาจตามกฎหมายและมีสัดส่วนภาคประชาชน ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง
  • 4.2 ปรับบทบาทหน่วยงานรัฐ จาก“ผู้ควบคุม – ระงับเหตุ – เคลื่อนย้าย”สู่ “ผู้สนับสนุน – เสริมศักยภาพชุมชน – ฟื้นฟูนิเวศ”
  • 4.3 จัดตั้ง “กองทุนการจัดการคน–ช้างป่าแห่งชาติ” เพื่อสร้างระบบป้องกัน + เยียวยา + ฟื้นฟู อย่างยั่งยืน

 

5. การตรวจสอบ: จากพิธีกรรม → สู่การเปลี่ยนโครงสร้าง กรณีสีดอหูพับต้องไม่จบลงด้วยรายงานเชิงพิธีกรรมรัฐสภาควรตั้ง กรรมาธิการวิสามัญร่วมสองสภา เปิดข้อมูลสาธารณะทั้งหมด เชื่อมผลสอบเข้ากับการแก้กฎหมายและรื้อโครงสร้างองค์กร เพื่อให้การตรวจสอบครั้งนี้เป็น จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

บทสรุป: สีดอหูพับ = เส้นแบ่งระหว่างระบบเก่ากับอนาคตใหม่

 

ภาพ @Alongkot Chukaew

ดร.อลงกต จี้รัฐสภาใช้กรณีสีดอหูพับปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบ

 

ท่านสมาชิกที่เคารพ

 

กรณี “สีดอหูพับ” ได้สร้าง ฉันทามติทางศีลธรรมครั้งสำคัญของสังคมไทยว่าสัตว์ไม่ใช่ทรัพย์และช้างไม่ใช่เพียงทรัพยากรแต่คือ ชีวิตที่มีศักดิ์ศรี หากรัฐสภาเลือกปล่อยให้เหตุการณ์นี้จบลงเช่นกรณีที่ผ่านมาความสูญเสียนี้จะไม่ใช่อุบัติเหตุแต่จะกลายเป็น ความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่รัฐเลือกจะคงไว้ แต่หากรัฐสภาใช้โอกาสนี้เป็น จุดแตกหักของระบบเก่า และร่วมกันผลักดัน กฎหมายใหม่ องค์กรใหม่ ระบบตรวจสอบใหม่

 

กรณีสีดอหูพับจะกลายเป็น จุดเริ่มต้นของสัญญาประชาคมใหม่ ระหว่างรัฐ มนุษย์ และธรรมชาติ และจะเป็น หมุดหมายทางประวัติศาสตร์ ที่รัฐสภาชุดนี้ได้ร่วมกันจารึกไว้

 

ด้วยความเคารพอย่างสูง

 

ที่มา @Alongkot Chukaew
 

 

ภาพ @Alongkot Chukaew

ภาพ @Alongkot Chukaew

ภาพ @Alongkot Chukaew

ภาพ @Alongkot Chukaew

ข่าวล่าสุด

heading-ข่าวล่าสุด

ข่าวเด่น

วงการละครจีนระอุ ทางการสั่งลุยปราบ หลัง "ล่าหยก" โดนวิจารณ์หนัก

วงการละครจีนระอุ ทางการสั่งลุยปราบ หลัง "ล่าหยก" โดนวิจารณ์หนัก

ชายนั่งถอนหญ้าอยู่ดีๆ พบ "ขาทารก" ตกใจรีบแจ้ง ตร. สุดท้ายคดีพลิก

ชายนั่งถอนหญ้าอยู่ดีๆ พบ "ขาทารก" ตกใจรีบแจ้ง ตร. สุดท้ายคดีพลิก

หนุ่มติดหูดหงอนไก่ แต่ไม่เคยจ้ำจี้ รู้ว่าติดยังไง บอกเลยดวงซวย

หนุ่มติดหูดหงอนไก่ แต่ไม่เคยจ้ำจี้ รู้ว่าติดยังไง บอกเลยดวงซวย

ราชกิจจาฯ ประกาศเพิ่มสินค้าควบคุม 3 รายการ เป็นเวลา 1 ปี

ราชกิจจาฯ ประกาศเพิ่มสินค้าควบคุม 3 รายการ เป็นเวลา 1 ปี

ชายวัย 58 ดื่มน้ำหลังตื่นทุกวัน หวังบำรุงไต สุดท้ายพบจุดจบเศร้า

ชายวัย 58 ดื่มน้ำหลังตื่นทุกวัน หวังบำรุงไต สุดท้ายพบจุดจบเศร้า