ร้องสหรัฐฯ สอบไทยปมรุกรานกัมพูชา ประเมินฟื้นฟูพุ่ง 300,000 ล้านดอลลาร์

นักการทูตกัมพูชาร้องสภาคองเกรสสหรัฐฯ เอาผิดกองทัพไทย ชี้เกิดความเสียหายด้านมนุษยธรรม สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐาน ประเมินค่าฟื้นฟูสูงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
นักการทูตชาวอเมริกันเชื้อสายกัมพูชา ได้ร้องขอให้สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกาเข้าแทรกแซง โดยเรียกร้องให้ประเทศไทยและผู้ที่เกี่ยวข้องจ่ายค่าชดเชยแก่กัมพูชาและประชาชน จากความสูญเสียด้านมนุษยธรรม ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐาน อันเกิดจากการโจมตีของกองทัพไทยในดินแดนกัมพูชา
ขณะเดียวกัน นักวิชาการหลายรายออกมาแสดงความเห็นสนับสนุนการเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยมองว่าเป็นความพยายามผลักดันความรับผิดชอบในระดับนานาชาติภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ
ในจดหมายที่ส่งถึง ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ นาย ลีวูด ภู (Leewood Phu) อดีตผู้สมัครตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยในปี 2017 ระบุว่า สิ่งที่เริ่มต้นจากข้อพิพาทชายแดน ได้ทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว กลายเป็น “การรุกรานลึกเข้าไปในดินแดนกัมพูชากว่า 60 ไมล์” โดยกองทัพไทย
เขาระบุว่า การรุกรานดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายอย่างกว้างขวางภายในดินแดนกัมพูชา ไม่จำกัดเฉพาะพื้นที่ชายแดน มีรายงานผู้เสียชีวิตในหมู่พลเรือน การอพยพจำนวนมาก และความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนที่สำคัญ
สถานที่ที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร รวมถึงโรงพยาบาล อาคารที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์ ศาสนสถาน และแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ถูกระบุว่าได้รับผลกระทบจากการโจมตีดังกล่าว
ภูยังระบุว่า ข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์เหล่านี้ ได้รับการรวบรวมโดยหน่วยงานระหว่างประเทศและทางการทูต รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกัมพูชา
เขากล่าวว่า กองทัพไทยได้ใช้อาวุธที่ผลิตโดยสหรัฐฯ เช่น F-16 อาวุธจากสวีเดนอย่าง Gripen และเครื่องบินฝึกไอพ่น T-50 จากเกาหลีใต้ ซึ่งสะท้อนว่าปฏิบัติการทางทหารของไทยพึ่งพาอาวุธจากประเทศประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า ไม่ใช่อาวุธที่ผลิตเองภายในประเทศ
ภูตั้งข้อสังเกตว่า มีคำถามเกิดขึ้นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้งานอาวุธ (end-use compliance) รวมถึงความรับผิดชอบของประเทศผู้จัดหาและผู้ผลิต ในการรับประกันว่าอาวุธเหล่านี้จะไม่ถูกนำไปใช้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือทำร้ายพลเรือน
เขาระบุว่า ในประเด็นนี้ รัฐสภาสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลมาตรฐานด้านจริยธรรมของการส่งออกอาวุธและการใช้งาน
นอกจากนี้ ภูยังเปิดเผยว่า จะยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการแยกต่างหากต่อบริษัทผู้จัดหาอาวุธที่เกี่ยวข้อง ตามกลไกทางกฎหมายและระหว่างประเทศที่มีอยู่
พร้อมกันนี้ เขาได้แนบเอกสารประมาณการค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูกัมพูชาหลังการรุกราน โดยคัดลอกจดหมายถึงสถานทูตสวีเดนและเกาหลีใต้ประจำสหรัฐฯ ด้วย
จากรายงานของสหประชาชาติ ภูประเมินว่า กัมพูชาต้องใช้งบประมาณกว่า 20,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดหาอาหารและการรักษาอาการ PTSD ให้แก่ผู้พลัดถิ่นชาวกัมพูชาประมาณ 750,000 คน เป็นระยะเวลา 6 เดือน
เขายังเสนอให้จ่ายเงินชดเชย 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แก่ครอบครัวของนาย ซวน รน (Suon Ron) ทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตจากการปะทะกับกองทัพไทยเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา รวมถึงเงินจำนวนเท่ากันแก่ทหารกัมพูชาอีก 20 นายที่ถูกกองทัพไทยควบคุมตัว
ในด้านสิ่งแวดล้อม ภูระบุว่า ต้องใช้งบประมาณ 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อกำจัดฟอสฟอรัสขาวและสารเคมีพิษอื่น ๆ ที่ถูกใช้ในการสู้รบ โดยพื้นที่ปนเปื้อนกว่า 3 ล้านเฮกตาร์ในหลายจังหวัดของกัมพูชา ทำให้ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมสูงกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ การเก็บกู้ระเบิดลูกปรายและวัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงาน (UXO) คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณเกือบ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เขายังประเมินว่า การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายใน 6 จังหวัดของกัมพูชา จะต้องใช้งบจังหวัดละอย่างน้อย 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็น 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จากการประเมินเบื้องต้น ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูประเทศหลังการรุกรานอาจสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมด้านมนุษยธรรม ที่อยู่อาศัย ระบบคมนาคม สาธารณสุข สาธารณูปโภค และการบูรณะมรดกทางวัฒนธรรม
ภูขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ พิจารณาส่งเสริมให้บริษัทอเมริกันที่มีความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการฟื้นฟูกัมพูชา โดยระบุว่าจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อการฟื้นตัวของกัมพูชาและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
ด้าน พู โสธีรัก (Pou Sothirak) นักวิชาการชื่อดังและอดีตนักการทูตกัมพูชา กล่าวต้อนรับจดหมายฉบับนี้ โดยมองว่าเป็นตัวอย่างของการเรียกร้องให้ผู้รุกรานต้องรับผิดชอบ แม้การนำไปปฏิบัติจริงจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งก็ตาม
ขณะที่ ยุก ชาง (Youk Chhang) ผู้อำนวยการศูนย์เอกสารกัมพูชา (DC-Cam) กล่าวว่า จดหมายดังกล่าวสะท้อนจิตวิญญาณของชาวกัมพูชาในยามวิกฤต พร้อมย้ำว่าการยึดครองพื้นที่ชายแดนและแหล่งวัฒนธรรมเขมรโดยกองทัพไทย เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน




















