สื่อกัมพูชาตีข่าว ไทยจัดมาตรการฉุกเฉินชายแดน เหมือนเหตุปะทะกรกฎาคม 68

สื่อกัมพูชารายงานว่าไทยได้สั่งมาตรการฉุกเฉินเตรียมพร้อมรับมือชายแดน หลังเหตุระเบิดและบาดเจ็บของทหาร คล้ายช่วงเกิดการปะทะหนักเมื่อกรกฎาคม 2568
สื่อกัมพูชา The Phnom Penh Post รายงานข่าว ระบุว่า ในขณะที่กัมพูชายังคงเดินหน้าปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพที่ได้มาอย่างยากลำบาก ด้วยการถอนอาวุธหนักที่มีอำนาจทำลายสูงออกจากพื้นที่ และประชาชนผู้พลัดถิ่นได้ทยอยกลับบ้านแล้ว
ประเทศไทยกลับดูเหมือนจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้าม โดยมีการขุดแนวคูเพื่อตั้งรับและประกาศเตรียมอพยพประชาชนจากพื้นที่ใกล้ชายแดน ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วถือเป็นสัญญาณก่อนเกิดการสู้รบ
วันนี้ (12 พฤศจิกายน) คณะรัฐมนตรีไทยได้จัดการประชุมฉุกเฉิน ภายหลังเกิดเหตุระเบิดกับทหารไทยบริเวณใกล้เขาพนมตร็อป ไม่ไกลจากปราสาทพระวิหาร ทำให้ทหาร 3 นายได้รับบาดเจ็บ โดยบางรายมีอาการสาหัส
นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงผลการประชุม ระบุว่าได้มอบหมายให้หลายกระทรวงดำเนินการตามภารกิจเฉพาะด้าน
โฆษกรัฐบาลไทยเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งให้กระทรวงกลาโหม “ระงับมาตรการลดความตึงเครียด” ที่เคยดำเนินการตามข้อตกลงสันติภาพ และให้ดำเนินการ “มาตรการทางทหารอย่างเข้มงวด” แทน
ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศได้รับคำสั่งให้ “ยื่นหนังสือประท้วงทางการทูตและพิจารณายกเลิกข้อตกลงสันติภาพฉบับปัจจุบัน” รวมถึงมอบหมายให้ชี้แจงจุดยืนของไทยต่อประชาคมระหว่างประเทศ
นายอนุทินยังสั่งการให้กระทรวงมหาดไทย “เผยแพร่ข้อมูลและเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนใน 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา เผื่อเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิด”
กระทรวงศึกษาธิการได้รับมอบหมายให้เริ่มฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินและจัดทำแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน ส่วนกระทรวงสาธารณสุขได้รับคำสั่งให้เตรียมความพร้อมต่อสถานการณ์ที่อาจเลวร้ายลง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงสูง
คำสั่งใหม่เหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับมาตรการที่เคยดำเนินการก่อนเกิดการสู้รบครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 24–28 กรกฎาคมที่ผ่านมา
รายงานของสื่อ The Nation เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ระบุว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้พระราชทานงบประมาณเพื่อสร้างบังเกอร์จำนวน 256 หลัง สำหรับทหารและประชาชนในพื้นที่ชายแดนภายใต้ความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 ของไทย รวมถึงบริเวณใกล้จุดผ่านแดน “อันเซ” ซึ่งเคยเป็นพื้นที่สู้รบหนักที่สุด
ตามรายงาน บังเกอร์ทหารแต่ละหลังสามารถรองรับทหารได้ 2 นาย พร้อมพื้นที่เพียงพอสำหรับการตอบโต้การยิง ส่วนบังเกอร์ของพลเรือนจะมีขนาดใหญ่กว่าและสามารถรองรับคนได้มากขึ้น
ด้านกัมพูชา ทั้งกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ย้ำความเคารพต่อข้อตกลงหยุดยิงและข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งมี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และ นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะประธานอาเซียน เป็นพยาน
กัมพูชาได้เริ่มถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตามเงื่อนไขของข้อตกลง โดยการถอนรถถังและปืนใหญ่ได้รับการตรวจสอบและยืนยันโดยทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT)
สำหรับประชาชนกลุ่มสุดท้ายที่เคยอพยพจากเหตุสู้รบ คือผู้อยู่อาศัยในค่าย “วัดโพธิ์ 5000” ตำบลกูเลนตง อำเภอกูเลน จังหวัดพระวิหาร ได้กลับบ้านเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทางการจังหวัดพระวิหารได้รื้อถอนค่ายวัดโพธิ์ 5000 อย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงถึงความเชื่อมั่นว่า ข้อตกลงสันติภาพจะยังคงยั่งยืนต่อไป
ที่มา @The Phnom Penh Post

ระวังฮีทสโตรก ดัชนีความร้อนวันนี้เข้าขั้นอันตราย เช็กจุดเสี่ยง

เข้าใจผิดหมด "มิรา" ยอมเปิดเอง ความจริง ในคลิปสัมภาษณ์ เรื่อง 18+

เช็ก กทม. เปิดตรวจสุขภาพฟรี 1 ล้านคน บุกเขตบางคอแหลม มี.ค. นี้

ผ่าวิกฤตความเชื่อมั่น สางปัญหาเจ้าหน้าที่รัฐพัวพันยาเสพติด
















