หนุ่มน้อยวัย 11 ยืดอกยอมรับ "ติดเชื้อ HIV" รู้เหตุผลยิ่งตกใจ

02 เมษายน 2567

หนุ่มน้อยวัย 11 ขวบ ยืดอกยอมรับ บอกคุณหมออย่างภาคภูมิใจ ติดเชื้อ HIV จากแฟนสาววัย 18 ปี รู้เหตุผลยิ่งทำเอาตกใจหนัก

กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์  เมื่อเพจ ไม่ใช่หมอบ่น-aggressivenotdoctor ได้เผยแพร่แชตของแพทย์รายหนึ่งที่ได้ทำการรักษาเด็กชายอายุ 11 ขวบมีอาการผิดปกติที่อวัยวะเพศ โดยระบุว่า "OPD GP เด็กผู้ชายอายุ 11 มาด้วยมีหนองออกบริเวณอวัยวะเพศ จะขอตรวจ HIV ด้วย น้องตอบมั่นใจ ไม่ต้องตรวจ แฟนผมเป็น ผมติดเป็นเพื่อนแฟน"

 

 พร้อมเผยว่า "แฟนอายุ 18 ปี ... น้อง 11 ขวบ แบบ เอ่อ ไปบอกพ่อแม่ก่อนมั้ยน้อง ยังไม่บรรลุนิติภาวะเลย" ก่อนที่ต่อมา พล.อ.ท.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา ได้แชร์โพสต์ดังกล่าว พร้อมแสดงความคิดเห็นว่า "เด็กปัจจุบันโตไวกว่าที่คิดนะครับ บางโรงพยาบาลเด็กอายุ 12 ปีมาฝากท้องแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องตามให้ทันนะครับ"

หนุ่มน้อยวัย 11 ยืดอกยอมรับ "ติดเชื้อ HIV" รู้เหตุผลยิ่งตกใจ

ด้านชาวเน็ตต่างแชร์ภาพดังกล่าวและแสดงความคิดเห็นกันจำนวนมาก อาทิ

  • 11 ขวบ สังคมน่ากลัวมาก
  •  เด็กกล้าพูดว่าเป็นแน่นอน ไม่ต้องตรวจ แสดงว่าไม่มีความรู้เลยว่าโรคนี้ควรกินยากดเชื้อไปตลอด และแบบนี้แฟนน้องก็คงไม่กินยาด้วย ถึงได้ไม่แนะนำน้องให้กินยาน่ากลัวมาก
  •  หนูคิดว่า hiv คือไข้หวัดหรอ
  •  มันคือเหตุผลว่าทำไมเด็กๆ ควรมีพ่อแม่ดูแลใกล้ชิด ไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะรอดออกมาได้

 

โดยมีข้อมูลจากสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ได้สรุปเกี่ยวกับโรคนี้ให้เข้าใจง่ายๆ ว่า การติดเชื้อเอชไอวี ไม่เท่ากับ การป่วยเป็นโรคเอดส์ การวินิจฉัยอย่างรวดเร็วและการรักษาด้วยยาต้านไวรัสที่เหมาะสม จะช่วยป้องกันการดำเนินโรคสู่ระยะเอดส์ และ การรักษาด้วยยาต้านไวรัสยังช่วยให้ผู้ที่เคยเป็นเอดส์ กลับมาแข็งแรงใช้ชีวิตได้ตามปกติ 


การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเป็นการกินยาสม่ำเสมอต่อเนื่องทุกวัน เพื่อให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ และ การที่กินยาต้านไวรัสจนเชื้อในร่างกายเหลือน้อยมาก จะช่วยลดการถ่ายทอดเชื้อไปสู่คนอื่นอีกด้วย เชื้อเอชไอวีไม่ติดต่อทางการสัมผัส หรือ การใช้ชีวิตประจำวันร่วมกัน ทั้งที่บ้าน โรงเรียน หรือที่ทำงาน 


 ดังนั้น หากคนในสังคมเปิดใจยอมรับ และพร้อมที่จะอยู่ร่วมกันกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี จะช่วยให้เด็กติดเชื้อเอชไอวีและครอบครัวของผู้ติดเชื้อสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

 


ข้อมูลจาก สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย
ภาพจาก ไม่ใช่หมอบ่น-aggressivenotdoctor