"สช." ชวนร่วมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 มุ่งสร้างสังคมอยู่ดีมีพลัง

สช. ชวนร่วมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 เปิด 2 วาระนโยบาย “สุขภาวะด้วยธรรมชาติ-ยกระดับระบบนิเวศ First Jobber” มุ่งสร้างสังคมอยู่ดีมีพลัง
วันที่ 19 ต.ค. 69 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดงานแถลงข่าวการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 เพื่อประชาสัมพันธ์ภาพรวมการจัดงาน พร้อมนำเสนอ 2 ระเบียบวาระสุขภาพที่จะเข้าสู่การพิจารณาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะระดับประเทศ โดยงานประชุมจะจัดขึ้นในวันที่ 28-29 ต.ค.69 ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี มุ่งเน้นการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมผ่านเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ในฐานะพื้นที่กลาง (Neutral Platform) ที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน ให้ร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาสังคมแห่งสุขภาวะ
สำหรับเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เป็นกระบวนการที่กำหนดไว้ภายใต้พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ให้จัดขึ้นอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความคิดเห็นอย่างสมานฉันท์ ก่อนนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพของประชาชน โดยข้อเสนอที่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมจะถูกเสนอต่อคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการต่อไป
พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ประธานคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 กล่าวว่า งานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเป็นเวทีนโยบายสาธารณะระดับชาติที่รวบรวมพลังจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน และภาคเอกชน มาร่วมกันกำหนดทิศทางสุขภาวะของประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาข้อเสนอนโยบายให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของสังคม และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นได้จริงในทุกระดับ
พญ.พรรณพิมล กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวคิดหลักของการจัดงานปีนี้ คือ “สังคมอยู่ดีมีพลัง: นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ” ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการสร้างความร่วมมือเพื่อรับมือกับความท้าทายของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมสูงวัย ปัญหาสิ่งแวดล้อม และความเปราะบางทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็น การสร้างความเข้าใจ และความเห็นอกเห็นใจระหว่างกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของประชาชน ไม่ใช่เพียงมุ่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน
สำหรับประเด็นสำคัญภายในงานปีนี้ ครอบคลุมการพัฒนาทุนมนุษย์และคุณภาพชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน (First Jobber) การสร้างเสริมสุขภาวะผ่านธรรมชาติ และการรับมือกับปัจจัยกำหนดสุขภาพเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่ให้เยาวชนและภาคีเครือข่ายรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ผ่านเวทีเสวนา นิทรรศการ และกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ตลอดการจัดงาน
พญ.พรรณพิมลย้ำว่า สมัชชาสุขภาพแห่งชาติเป็นพื้นที่ของทุกคน ไม่ว่าจะมาจากภาคส่วนใด ทุกเสียงและความคิดเห็นล้วนมีคุณค่าต่อการพัฒนานโยบายสาธารณะ โดยกระบวนการไม่ได้มุ่งเพียงการได้มาซึ่งมติหรือข้อเสนอเชิงนโยบาย แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือ ตั้งแต่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การหารืออย่างสร้างสรรค์ ไปจนถึงการมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของข้อเสนอร่วมกัน เพื่อให้มติที่เกิดขึ้นสามารถนำไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้จริง ทั้งในระดับรัฐบาลและระดับชุมชนท้องถิ่น พร้อมเชิญชวนประชาชนและภาคีเครือข่ายเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมไทยที่อยู่ดีและมีพลังร่วมกัน
ด้าน รศ.ดร.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล ประธานคณะอนุกรรมการสนับสนุนกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 เปิดเผยว่า กระบวนการคัดเลือกประเด็นหลักในปีนี้เริ่มต้นจากการเปิดรับข้อเสนอประเด็นสารตั้งต้นจากภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ ทั้งในระดับจังหวัด กลุ่มประเด็น และภาคส่วนต่าง ๆ ก่อนนำข้อมูลมาสังเคราะห์และกลั่นกรองตามเกณฑ์สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีความซับซ้อน 2. มีความพร้อมด้านองค์ความรู้ทางวิชาการและต้องอาศัยพลังทางสังคมในการแก้ไข และ 3. เป็นวาระเร่งด่วนที่สอดคล้องกับสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย
จากกระบวนการดังกล่าว ได้ข้อสรุปเป็น 2 ระเบียบวาระสำคัญ ได้แก่ “การสร้างสุขภาวะด้วยธรรมชาติ” (Promoting Well-being through Nature) และ “การยกระดับระบบนิเวศช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิตของกลุ่มเริ่มต้นทำงาน (First Jobber)” โดยทั้งสองประเด็นผ่านกระบวนการพิจารณาและคัดกรองร่วมกันอย่างเข้มข้น รวมถึงการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในทุกภูมิภาคและผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้ภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมกันพิจารณาข้อเสนอด้วยเหตุผล ให้ร่างมติมีความชัดเจน สมเหตุสมผลในทางปฏิบัติ และสะท้อนความต้องการของทุกภาคส่วน
สำหรับประเด็นแรก “การสร้างสุขภาวะด้วยธรรมชาติ” รศ.ดร.ธีรพัฒน์กล่าวว่า มีที่มาจากข้อห่วงใยทางวิชาการและสถานการณ์จริงที่พบว่า ประชาชนในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง กำลังเผชิญกับภาวะขาดการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสิ่งแวดล้อม โดยแนวคิดนี้ไม่ได้มองธรรมชาติเพียงเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ แต่เป็นต้นทุนและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาวะของประชาชน
ข้อเสนอเชิงนโยบายจึงมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงธรรมชาติได้จริง เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้ และการนำธรรมชาติมาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพในระบบบริการสุขภาพ โดยมีหลักคิดสำคัญว่า มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และสุขภาวะของธรรมชาติมีความสัมพันธ์โดยตรงกับสุขภาวะของมนุษย์ การสร้างเสริมสุขภาพจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการรักษาโรคในสถานพยาบาล แต่ต้องขยายไปสู่วิถีชีวิต ชุมชน สังคม และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะทั้งทางกาย จิตใจ สังคม และปัญญา
ในเชิงนโยบาย ประเด็นการสร้างสุขภาวะด้วยธรรมชาติมุ่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านใน 6 ด้านที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่
1. จากการรักษาโรคสู่การสร้างสุขภาวะก่อนป่วย ใช้ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ธรรมชาติเป็นต้นทุนในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ความเครียด และปัญหาสุขภาพจิต ตามแนวทาง “สร้างนำซ่อม” สำหรับประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มเปราะบาง
2. จากโรงพยาบาลสู่ชุมชนและธรรมชาติ พัฒนากลไกเชื่อมโยงประชาชนกับกิจกรรมในชุมชน ผ่านแนวทางการแนะนำกิจกรรมทางสังคมที่ใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Green Social Prescribing) และผู้ทำหน้าที่เชื่อมต่อประชาชนกับกิจกรรมดังกล่าว (Link Worker)
3. จากธรรมชาติที่ช่วยบำบัดคนสู่การเกื้อกูลกันระหว่างคนกับธรรมชาติ ไม่มองเพียงประโยชน์ที่มนุษย์ได้รับ แต่ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูและดูแลธรรมชาติควบคู่กัน ผ่านกิจกรรมที่ใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Activity) ซึ่งช่วยสร้างเสริมสุขภาวะทั้งของประชาชนและสิ่งแวดล้อม
4. จากทรัพยากรธรรมชาติสู่ต้นทุนสุขภาวะ ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่หลากหลาย ทั้งป่าเขา แม่น้ำลำคลอง ทะเล ป่าชุมชน พื้นที่สีเขียว พื้นที่เกษตร แหล่งอาหาร ตลอดจนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยต้องรักษาคุณค่าดั้งเดิมและไม่ใช้ทรัพยากรเกินขีดความสามารถในการรองรับ
5. จากการส่งเสริมสุขภาพสู่โอกาสทางสังคมและเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อาชีพสีเขียว วิสาหกิจชุมชน และเศรษฐกิจแห่งความอยู่ดีมีสุข (Well-being Economy) เพื่อสร้างโอกาสและกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
6. จากบริการสุขภาพราคาแพงสู่สุขภาวะที่ทุกคนเข้าถึงได้ ผลักดันให้ธรรมชาติเป็นทรัพยากรสุขภาวะสาธารณะที่ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ตามความต้องการและระดับความจำเป็น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มเปราะบาง
รศ.ดร.ธีรพัฒน์กล่าวว่า หัวใจสำคัญของประเด็นนี้คือการสร้างความเชื่อมโยง (Connectivity) ทั้งในแนวราบระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ และแนวดิ่งระหว่างระดับนโยบายกับการปฏิบัติในพื้นที่ ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ (Systemic Transition) เพื่อให้สังคมมองธรรมชาติเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาวะ ไม่ใช่เพียงทรัพยากรสำหรับอุตสาหกรรมการแพทย์หรือการท่องเที่ยวเท่านั้น
ส่วนประเด็นที่สอง “การยกระดับระบบนิเวศช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิตของกลุ่มเริ่มต้นทำงาน (First Jobber)” มีที่มาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประเทศไทยหลายด้าน ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ จำนวนประชากรวัยแรงงานที่ลดลง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี โครงสร้างเศรษฐกิจ และรูปแบบการทำงาน ทำให้การพัฒนาทุนมนุษย์เป็นวาระสำคัญต่อความมั่นคงและขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศ
การพัฒนาทุนมนุษย์จึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาหรือผลิตกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน แต่ต้องสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนสามารถพัฒนาศักยภาพ เข้าถึงงานที่มีคุณค่า มีหลักประกันในการดำรงชีวิต มีสุขภาวะที่ดี และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพตลอดช่วงชีวิต
ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การทำงาน (Transition to Work) ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของการพัฒนาทุนมนุษย์ เพราะเป็นรอยต่อระหว่างระบบการศึกษา การพึ่งพาครอบครัว และการก้าวเข้าสู่การพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจและสังคม โดยไม่ได้หมายถึงเพียงการได้งานแรกเท่านั้น แต่ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน การค้นหาและเลือกเส้นทางอาชีพ การพัฒนาทักษะ การฝึกงาน การเริ่มทำงาน การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในการทำงาน การสร้างความมั่นคงทางรายได้ ไปจนถึงการพัฒนาตนเองเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ
สำหรับกลุ่มเป้าหมายของข้อเสนอนี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้สำเร็จการศึกษาใหม่หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงานเป็นครั้งแรก แต่ครอบคลุมประชากรที่อยู่ระหว่างการเตรียมตัวเข้าสู่โลกการทำงานและผู้ที่อยู่ในระยะเริ่มต้นของชีวิตการทำงาน ได้แก่
1. นักเรียน นักศึกษา และผู้เรียนในช่วงปลายของการศึกษา ซึ่งกำลังเตรียมความพร้อมเข้าสู่โลกการทำงาน
2. ผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ ผู้ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานเป็นครั้งแรก รวมถึงผู้ที่อยู่ระหว่างการค้นหางาน
3. ผู้เริ่มต้นทำงานทั้งในระบบและนอกระบบ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ทำงานผ่านแพลตฟอร์ม และผู้ที่ทำงานในรูปแบบอื่น ๆ
4. ผู้ที่ประสบปัญหาในช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงาน เช่น ว่างงาน ทำงานไม่เต็มเวลา ทำงานต่ำกว่าระดับทักษะหรือวุฒิการศึกษา หรือยังไม่สามารถเข้าถึงงานที่มีคุณค่า
5. ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมในการเปลี่ยนผ่านสู่การพึ่งพาตนเองผ่านการทำงาน
โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและสังคม คนพิการ ผู้ที่อยู่นอกระบบการศึกษา และผู้ที่มีข้อจำกัดด้านสุขภาวะ ที่อยู่อาศัย การเดินทาง หรือการเข้าถึงโอกาส โดยต้องพิจารณาสถานะการเปลี่ยนผ่านสู่โลกการทำงานของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ กลุ่มเริ่มต้นทำงานยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะกับความต้องการของตลาดแรงงาน ข้อจำกัดของระบบพัฒนาทักษะ ช่องว่างระหว่างการศึกษากับการทำงาน การขาดกลไกสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบ ตลอดจนความไม่มั่นคงและความแตกต่างด้านคุณภาพของงาน รวมถึงรายได้เริ่มต้นและต้นทุนการดำรงชีวิตที่ส่งผลต่อความสามารถในการตั้งหลัก
นอกจากนี้ ยังมีความเปราะบางทางการเงิน ภาระหนี้ ความเสี่ยงจากรูปแบบสินเชื่อใหม่ ตลอดจนการที่สุขภาวะและหลักประกันทางสังคมยังไม่ได้รับการบูรณาการเข้ากับระบบสนับสนุนช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างเพียงพอ ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้คนรุ่นใหม่ไม่สามารถเข้าถึงงานที่มีคุณภาพหรือสร้างความมั่นคงในชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนประเด็นนี้ยังมีโอกาสสำคัญจากการที่การพัฒนาทุนมนุษย์เป็นวาระหลักของประเทศ และมีกลไกบูรณาการด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ที่สามารถใช้เป็นฐานประสานนโยบาย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการรับรองสมรรถนะที่มีความพร้อมเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังสามารถต่อยอดจากกลไกตลาดแรงงานและระบบคุ้มครองทางสังคมที่มีอยู่ โดยปรับให้ตอบสนองต่อช่วงเปลี่ยนผ่านได้มากขึ้น ควบคู่กับการนำองค์ความรู้

ฝนถล่มเมืองคอน! น้ำป่าหลากท่วมถนนหน้าโรงเรียน รถสัญจรลำบาก

"สช." ชวนร่วมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 มุ่งสร้างสังคมอยู่ดีมีพลัง

ชาวบ้านฮือฮา เลขหางประทัดพิธีพุทธาภิเษก พระปิดตารุ่นห้ามจน

เฉลยแล้วขายอะไร "เจ๊ฟ้า" คว้าล็อกประจำ "แม่เกด" งานรับบัว
















