ถึงว่า ญาติไม่เคยเอะใจ บ้านป้าแมว บังคับให้สร้างภาพ ไม่ทำโดนน่วม

“แม่ภัทร” เปิดเบื้องหลังภาพยิ้ม ถูกบังคับถ่ายรูปส่งญาติ หากไม่ทำตามเจอทุบตี มิน่าญาติคนอื่นๆไม่เคยเอะใจสภาพชีวิตข้างใน
กลายเป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่สะเทือนใจ สำหรับกรณี “แม่ภัทร” หญิงที่ออกมาเปิดเผยชีวิตตลอดกว่า 2 ปี ภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี หลังถูกกล่าวหาว่าลูกชายแท้ ๆ สั่งการให้ทีมกู้ภัยและอาสาสมัครพาตัวออกจากบ้านพักย่านลาดพร้าว ก่อนถูกนำไปกักขังและทำร้ายร่างกาย โดยหนึ่งในวิธีที่ทำให้คนภายนอกไม่เอะใจ คือการถ่ายรูปส่งให้ญาติ แต่ภาพที่ปรากฏกลับไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง
นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด พานางภัทร (นามสมมุติ) เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง เพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยแม่ภัทรยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
แม่ภัทรเล่าว่า ระหว่างที่ถูกกักขังอยู่ภายในศูนย์ฯ หากเจ้าหน้าที่ต้องการถ่ายรูปส่งให้ญาติ จะบังคับให้เธอยิ้มและทำทีว่ามีความสุข เพื่อให้ภาพที่ส่งออกไปดูเหมือนว่าทุกอย่างเป็นปกติ ทั้งที่ความเป็นจริงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและถูกทำร้าย
หากไม่ยอมยิ้มหรือไม่ทำตามที่สั่ง จะถูกทุบตีอย่างหนัก ทำให้เธอต้องฝืนแสดงสีหน้าให้ดูมีความสุขทุกครั้งที่มีการถ่ายภาพ แม้ภายในใจจะหวาดกลัวและต้องการความช่วยเหลือก็ตาม
สิ่งที่ญาติได้รับจึงเป็นเพียง “ภาพ” ที่ถูกจัดฉากขึ้น ขณะที่แม่ภัทรระบุว่า ชีวิตจริงภายในศูนย์ฯ กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
ย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ก่อนถูกนำตัวไปยัง จ.กาญจนบุรี แม่ภัทรระบุว่า เหตุเกิดขึ้นที่บ้านพักในพื้นที่วังทองหลาง โดยลูกชายอยู่ในที่เกิดเหตุและอ้างว่าจะมาคุยเรื่องงาน ก่อนที่เธอจะกดรีโมตเปิดประตูบ้านให้ จากนั้นมีชายแปลกหน้า 2 คนเข้ามาพร้อมกัน
ชายคนหนึ่งเข้ามาทางด้านหลังและล็อกปิดปาก ส่วนอีกคนยกขาอุ้มแม่ภัทรออกไปนอกรั้วบ้าน ก่อนนำขึ้นรถตู้ที่จอดอยู่ข้างกำแพง โดยแม่ภัทรระบุว่ากลุ่มคนที่มาจับตัวมีลักษณะเป็นทีมกู้ภัยหรืออาสาสมัคร
เมื่อถูกนำตัวไปถึงท้ายรถตู้และปล่อยมือออกจากปาก แม่ภัทรพยายามร้องขอความช่วยเหลือ แต่ถูกผลักขึ้นรถและถูกต่อย พร้อมถูกบอกไม่ให้ร้อง จากนั้นถูกใช้กุญแจมือล็อกและให้นอนบนเปลภายในรถ
แม่ภัทรระบุว่า สามารถจำรอยสักบริเวณมือของชายที่จับตัวได้ และพยายามสอบถามตลอดทางว่าจะถูกพาไปที่ไหน เพราะขณะนั้นเกรงว่าจะถูกอุ้มไปฆ่า
ระหว่างทางมีการเปลี่ยนรถตู้ที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งบริเวณใต้สะพานยูเทิร์นเพชรเกษม 97 โดยรถคันใหม่จอดเทียบชิดกับรถคันเดิม ก่อนที่แม่ภัทรจะถูกผลักข้ามไปยังรถอีกคันในทันที ไม่มีโอกาสหลบหนีหรือร้องขอความช่วยเหลือ เพราะเกรงว่าจะถูกทำร้ายซ้ำ
ในช่วงที่รถคันเดิมกำลังถอยออก แม่ภัทรสามารถสังเกตและจดจำเลขทะเบียนรถที่ใช้จับตัวมาได้
ระหว่างเดินทาง แม่ภัทรเล่าว่าได้ขอเข้าห้องน้ำเนื่องจากปวดท้อง แต่คนที่ควบคุมตัวปฏิเสธ พร้อมบอกให้ปัสสาวะรดกางเกงหากทนไม่ไหว ทำให้เธอถึงกับถามผู้คุมตัวว่า ลูกชายมาพาไปฆ่าใช่หรือไม่ และหากจะฆ่า อย่าทรมาน ขอให้ทำทีเดียว
เมื่อเดินทางถึงศูนย์ดูแลผู้สูงอายุใน จ.กาญจนบุรี แม่ภัทรระบุว่า ถูกล็อกกุญแจมือแน่นจนเกิดรอยเขียว ก่อนมีชาย 2 คน และหญิง 1 คนมารับตัวไป เมื่อหันไปเห็นลูกชายอยู่ในที่เกิดเหตุ เธอไม่สามารถร้องขอความช่วยเหลือได้ เพราะรู้สึกจุกในอก และภายหลังทราบว่าลูกชายเป็นผู้จ้างจริง
จากนั้นเธอต้องใช้ชีวิตอยู่ภายในศูนย์ฯ นานกว่า 2 ปี โดยอ้างว่าถูกทำร้ายร่างกายและควบคุมอย่างเข้มงวด ขณะที่ภาพถ่ายซึ่งถูกส่งให้ญาติกลับต้องเป็นภาพที่เธอยิ้มและทำเหมือนว่ามีความสุข
แม่ภัทรยืนยันว่า แม้จะรู้สึกสงสารลูกชาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นรุนแรงเกินกว่าจะรับไหว จึงต้องการให้ทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย และจะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งกลุ่มอาสาสมัครหรือทีมกู้ภัยที่ถูกกล่าวหาว่าเข้ามาพาตัวออกจากบ้าน “ป้าแมว” เจ้าของศูนย์ฯ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมข่มขู่ ตบตี และใช้ไม้พายทำร้ายร่างกาย รวมถึงลูกชายผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สั่งการ
ด้านนายเอกภพ ระบุว่า เหตุผลที่พาผู้เสียหายมาแจ้งความที่ สน.วังทองหลาง เนื่องจากเป็นท้องที่เกิดเหตุในส่วนของการถูกอุ้มตัว และผู้เสียหายไม่มั่นใจการทำงานของ สภ.ท่าม่วง ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของศูนย์ฯ โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ในศูนย์ฯ มีแฟนเป็นตำรวจคอยช่วยเหลืออยู่ตลอด
ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับพนักงานสอบสวน โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจว่าจะรับทำคดีเองหรือส่งต่อให้กองบังคับการปราบปราม รวมถึงพิจารณาแจ้งข้อหากับผู้เกี่ยวข้องเป็นรายบุคคลต่อไป

เศร้า กู้ภัยวัย 17 จากไปกะทันหัน แต่ทว่าหัวใจยังช่วยเหลือคนอื่น

ส่องเสียงสะท้อนชาวบ้าน หลังคำสั่งเด้งด่วน "นายอำเภอบ้านสร้าง" เซ่นปมน้ำท่วม

เจอแล้วต้นตอ คนทำเครื่องบินฟลายดูไบ ดิ่งถึง 2 รอบ เบื้องลึกขนลุก

กระจ่างแล้ว "ลูกชายป้าแมว" เผยสาเหตุแม่ไม่มาโหนกระแส
















