ไม่ธรรมดา "ลูกชายป้าแมว" เปิดประวัติการศึกษา จบสูงมาก

ไม่ธรรมดา “เจ ลูกชายป้าแมว” เผยประวัติการศึกษา ดีกรีวิทยาศาสตร์สุขภาพจากนิวซีแลนด์ พร้อมรับทุกคำแนะนำ เตรียมปรับครั้งใหญ่ภายใน 1-2 เดือน
หลังกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงแห่งหนึ่งใน อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี นานเกือบ 4 ชั่วโมง ล่าสุด “เจ” ลูกชายของ “ป้าแมว” เจ้าของศูนย์ ออกมาชี้แจงหลายประเด็น พร้อมเปิดแนวทางปรับปรุงการบริหาร หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ “ป้าแมว” เปิดเผยว่า เตรียมถอยจากการบริหารศูนย์ และจะส่งต่อหน้าที่ให้ “เจ” ลูกชายเข้ามาดูแลอย่างเต็มตัว
เจเปิดเผยว่า ตนเคยศึกษาต่อด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพที่มหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ และต้องการชี้แจงถึงแนวคิดเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและอุปกรณ์ที่นำมาใช้ภายในศูนย์ โดยเฉพาะ “เตียงครอบ” หรืออุปกรณ์ลักษณะคล้ายกรง ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามจากสังคม
เจ้าตัวยอมรับว่า แม้แนวคิดเรื่องเตียงครอบจะมีเหตุผลด้านการป้องกันอันตราย และคุณแม่เคยชี้แจงถึงที่มาแล้ว แต่การออกแบบและนำไปใช้จริงเป็นสิ่งที่ตนรับผิดชอบเอง โดยอ้างอิงหลักการทางการแพทย์และข้อมูลตามหลักฐานที่มีอยู่ พร้อมยอมรับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น
เจระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากความบกพร่องในการประเมินผู้ป่วย รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลเวชระเบียน ซึ่งหลังจากผู้ป่วยรายดังกล่าวออกจากศูนย์ ทางทีมงานได้จัดทำรายงานและประชุมทบทวนการทำงานอย่างจริงจัง ก่อนปรับเปลี่ยนนโยบายการรับผู้ป่วยใหม่แล้ว
พร้อมยืนยันว่า จะนำบทเรียนครั้งนี้ไปปรับปรุงระบบการทำงาน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดิมขึ้นอีก
เมื่อถามถึงข้อเสนอแนะจาก สบส. เจกล่าวว่า พร้อมน้อมรับทุกคำแนะนำ รวมถึงความคิดเห็นจากสังคม โดยยอมรับว่า แม้จุดประสงค์ของอุปกรณ์ลักษณะดังกล่าวจะเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ป่วย แต่รูปลักษณ์ที่ดูคล้ายกรงก็อาจส่งผลต่อความรู้สึกของผู้ป่วย ความสบายใจของญาติ และความเชื่อมั่นของผู้ที่พบเห็น
จากนี้จึงเตรียมนำเรื่องดังกล่าวมาเป็นโจทย์ในการพัฒนาศูนย์ โดยจะหาวิธีจัดพื้นที่ให้มีความปลอดภัยเหมาะสมกับผู้ป่วย ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมและความรู้สึกของผู้ใช้บริการมากขึ้น
เจยังเปิดเผยว่า ทางศูนย์เตรียมออกมาชี้แจงแนวทางการปรับปรุงอีกครั้ง เพื่อให้สังคมเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าว่าจะเริ่มเห็นการปรับปรุงภายใน 1-2 เดือนจากนี้ พร้อมยืนยันว่าศูนย์ไม่ได้เพิกเฉยต่อเสียงสะท้อนที่เกิดขึ้น
ส่วนผลกระทบหลังเกิดกระแสข่าว เจเปิดเผยว่า ล่าสุดมีญาติมาติดต่อขอรับผู้ป่วยกลับแล้ว 5 ราย ในจำนวนนี้ 3 รายเป็นครอบครัวเดียวกัน โดยบางครอบครัวเลือกเดินทางมารับในช่วงดึก เพราะกังวลว่าจะมีรถจำนวนมากจนไม่มีที่จอด
เจกล่าวว่า ศูนย์เคารพการตัดสินใจของญาติทุกคน ไม่ว่าจะเกิดจากความกังวลต่อกระแสข่าว หรือความเชื่อมั่นที่อาจลดลง พร้อมยอมรับว่าเข้าใจมุมมองของสังคม และไม่มีความคิดที่จะโต้แย้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน เจ้าตัวยังกล่าวขอบคุณญาติและผู้ป่วยที่เคยเข้ารับบริการ โดยเฉพาะผู้ป่วยบางรายที่แม้จะออกจากศูนย์ไปแล้ว แต่ยังส่งข้อความหรือแสดงความคิดเห็นว่าการเข้ามารับการดูแลที่นี่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น
เจยอมรับว่า ในช่วงเวลานี้การพูดถึงข้อดีของศูนย์อาจถูกมองว่าเป็นเพียงการสร้างภาพหรือ “ผักชีโรยหน้า” แต่สิ่งที่ต้องการพิสูจน์ต่อจากนี้ไม่ใช่คำพูด หากเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง
เป้าหมายสำคัญของศูนย์หลังจากนี้ คือการยกระดับการดูแลผู้ป่วยให้มีผลลัพธ์ที่ดีขึ้น และเพิ่มจำนวนผู้ป่วยที่สามารถฟื้นฟูคุณภาพชีวิตหรือมีพัฒนาการที่ดีขึ้นให้ได้มากที่สุด โดยยืนยันว่าทั้งหมดนี้ทำเพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นหลัก

"น้องแพรว" ดีกรีทีมชาติ จบม.6 สาธิต มธ. เร็วกว่าเกณฑ์ใน 5 เทอม

"น้องแพรพาเพลิน" หนูน้อยช่างแต่งหน้า โพสต์ภาพสำเร็จการศึกษา ม.6

ไม่ธรรมดา "ลูกชายป้าแมว" เปิดประวัติการศึกษา จบสูงมาก

รายชื่อจังหวัดพื้นที่สีแดง เจอฝนตกหนักถึงหนักมาก ระลอกใหม่ 9 - 13 ต.ค.
















