ดันของดีทะเลไทย “ปลาช่อนทะเล” ดาวรุ่งตัวใหม่ ทางเลือกทำเงิน

กรมประมงดัน “ปลาช่อนทะเล” ฉายา Black Salmon เร่งผลิตลูกพันธุ์ 5 นิ้ว ตั้งเป้า 5 หมื่นตัวต่อปี ป้อนเกษตรกร 5 จังหวัดอันดามัน
กรมประมงเดินหน้าส่งเสริมการเพาะเลี้ยง “ปลาช่อนทะเล” หรือ Cobia สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ได้รับฉายา “Black Salmon” เร่งผลิตลูกพันธุ์ขนาด 5 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดที่มีอัตราการรอดสูง เพื่อส่งต่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงในกระชัง พร้อมตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตลูกพันธุ์เป็น 50,000 ตัวต่อปี จากเดิม 25,000-30,000 ตัวต่อปี รองรับความต้องการของตลาดและแก้ปัญหาการขาดแคลนลูกพันธุ์
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปลาช่อนทะเล (Cobia) เป็นอีกหนึ่งสัตว์น้ำที่กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งภูเก็ต กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ดำเนินการวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันสามารถผลิตลูกพันธุ์เพื่อส่งต่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับปลาช่อนทะเลมีคุณลักษณะที่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ทั้งเป็นปลาเนื้อขาว เนื้อแน่น รสชาติอร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว (DHA) จึงได้รับฉายาว่า “Black Salmon” สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย รวมถึงนำไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น ปลาช่อนทะเลแดดเดียว สเต็กปลาช่อนทะเล และซาชิมิ
โดยเฉพาะการแปรรูปด้วยวิธี “รีดเลือด” หรือ Ikejime ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยคงความสดใหม่ ลดกลิ่นคาว และรักษาคุณภาพของเนื้อปลา ทำให้สามารถยกระดับปลาช่อนทะเลเป็นสินค้าระดับพรีเมียม และเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ปัจจุบันราคาตลาดปลาช่อนทะเลทั้งตัวอยู่ที่ประมาณ 180 บาทต่อกิโลกรัม หากนำมาแปรรูปด้วยวิธีดังกล่าว สามารถเพิ่มมูลค่าการจำหน่ายได้ถึง 250 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่หากจำหน่ายในรูปแบบซาชิมิพร้อมรับประทาน ราคาเนื้อปลาช่อนทะเลสามารถสูงถึงกิโลกรัมละ 1,000 บาท ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนประมงพื้นบ้าน
ด้วยเหตุนี้ กรมประมงจึงมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตลูกพันธุ์ปลาช่อนทะเลขนาด 5 นิ้ว ให้ได้ 50,000 ตัวต่อปี จากเดิมที่ผลิตได้ประมาณ 25,000-30,000 ตัวต่อปี เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด พร้อมขยายพื้นที่เลี้ยงไปยังเกษตรกรในจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง และสุราษฎร์ธานี โดยเน้นการเลี้ยงในกระชัง
การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างกรมประมง เกษตรกร และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต โดยมีการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนประมงท้องถิ่นในพื้นที่บ้านแหลมทราย จังหวัดภูเก็ต พร้อมสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์สำหรับสร้างกระชังเลี้ยงปลา จำนวน 40 กระชัง และสนับสนุนพันธุ์ปลา 3 รุ่น รุ่นละ 1,000 ตัว เพื่อส่งเสริมการเพาะเลี้ยง ลดการใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำจากธรรมชาติ และขับเคลื่อนตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ BCG Model ที่ให้ความสำคัญกับการทำประมงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ กรมประมงยังมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้สามารถต่อยอดการทำประมงในอนาคต ตามแนวทาง “Fisheries Connect For Sustainability” ที่เน้นความร่วมมือและการเชื่อมโยงเครือข่ายประมงในทุกภาคส่วน รวมถึงส่งเสริมการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นให้เกิดมูลค่าสูงสุด เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการประมงไทย
ที่ผ่านมา กรมประมงได้สนับสนุนเงินทุนจำนวน 100,000 บาท ภายใต้โครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมง เมื่อปี พ.ศ. 2567 เพื่อนำไปจัดหาอุปกรณ์การทำประมง การแปรรูปสินค้า การซ่อมแซมเรือเพื่อรองรับภาคการท่องเที่ยว และจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ภายในแหล่งวิสาหกิจชุมชน
ศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าวเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสวิถีการเลี้ยงปลาช่อนทะเล การให้อาหารปลาในกระชังอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีส่วนร่วมในการทำซาชิมิจากปลาช่อนทะเล และลิ้มรสเมนูอาหารที่รังสรรค์จากปลาช่อนทะเล ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเป็นอย่างดี ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนภายในกลุ่ม และทำให้ชาวประมงสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นในแต่ละปี สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร
ทั้งนี้ กรมประมงมองว่าปลาช่อนทะเลมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตามความต้องการของตลาด จึงวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการ พร้อมบูรณาการการทำงานระหว่างศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งภูเก็ต ตรัง พังงา และกระบี่ รวมถึงมีแนวคิดขยายพื้นที่เลี้ยงของชาวประมงเพิ่มเติม
ขณะเดียวกันจะมีการติดตามการเพาะเลี้ยง สนับสนุนด้านวิชาการ ตรวจสุขภาพปลา ตรวจคุณภาพน้ำ ควบคู่กับการให้คำปรึกษา เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเพาะเลี้ยงปลาช่อนทะเลในกระชังให้แก่เกษตรกร และให้การเพาะเลี้ยงเป็นไปตามมาตรฐานและมีประสิทธิภาพสูงสุด
นางฐิติพร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่ฝั่งอันดามันหันมาสนใจเพาะเลี้ยงปลาช่อนทะเลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2568 มีเกษตรกรเลี้ยงจำนวน 30 ราย เพิ่มเป็น 50 ราย ในปี 2569 และคาดว่าภายในปี 2570 จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นรวมกว่า 90,000-100,000 กิโลกรัม
ผลผลิตดังกล่าวจะสามารถรองรับความต้องการของเกษตรกรในการเลี้ยงเพื่อการแปรรูปและจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง และผลักดันให้ปลาช่อนทะเลเป็นสัตว์น้ำที่มีศักยภาพและมีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับเกษตรกรที่สนใจเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อเพิ่มรายได้
สำหรับผู้ที่สนใจซื้อลูกพันธุ์ปลาช่อนทะเล หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งภูเก็ต โทรศัพท์ 0 7651 0053, 08 1797 8922 และ 08 6041 8612 หรือ Facebook : ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งภูเก็ต

"บี มาติกา" เฉลยเพศลูกคนที่ 3 ตระกูลจุฬางกูรสุดชื่นมื่น

ดันของดีทะเลไทย “ปลาช่อนทะเล” ดาวรุ่งตัวใหม่ ทางเลือกทำเงิน

งีบหลับกี่นาทีสมองไบรท์? เทคนิค Power Nap ที่คนทำงานต้องรู้!

หวยลาววันนี้ 21 ก.ย. 69 ตรวจผลหวยลาวพัฒนางวดล่าสุด ผลหวยลาว
















