ชาวพิมายหนุนต่อ "ไทยช่วยไทยพลัส" บัตรคนจนขอสิทธิเท่ากัน

ชาวพิมายหนุนต่อ "ไทยช่วยไทยพลัส" 1,000 บาทช่วยกระตุ้นการซื้อ ร้านค้าแนะสร้างอาชีพยั่งยืน ขณะคนจนโอดไข่ไก่พุ่ง 140 บ. วอนรัฐช่วยเท่าเทียม
นครราชสีมา (19 กันยายน 2569) - ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นของประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าในเขตเทศบาลตำบลพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา หลังจากมีรายงานข่าวว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอขยายระยะเวลามาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส 6040” ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ โดยใช้เงินงบประมาณเดิมที่คงเหลือ ซึ่งคาดว่าการต่ออายุโครงการในครั้งนี้ จะเป็นการให้สิทธิวงเงินช่วยเหลือ 1,000 บาท ระยะเวลาใช้จ่ายนาน 2 เดือน ในรูปแบบการร่วมจ่ายเกณฑ์ 60:40 เช่นเดิม ส่วนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับการเติมเงินเข้าบัตรเพิ่มอีก 700 บาท เมื่อรวมกับสิทธิเดิม 300 บาท จะได้วงเงินรวมเป็น 1,000 บาทเท่าเดิม
จากการสอบถาม นางโชติกา (ขอสงวนนามสกุล) เจ้าของร้านโชติกา ซึ่งจำหน่ายสินค้าประเภทกิ๊ฟช็อปและสินค้างานเทศกาล ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลพิมาย เปิดเผยว่า หากรัฐบาลตัดสินใจขยายมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ออกไปอีก ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะจะช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อและเงินจับจ่ายใช้สอย สะพัดเศรษฐกิจหน้าร้านได้อย่างชัดเจน แต่ในอีกมุมหนึ่ง ตนอยากเสนอแนะให้รัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างงานและอาชีพที่ยั่งยืนให้กับประชาชนมากกว่าการแจกเงินช่วยเหลือไปเรื่อยๆ เพราะอาจทำให้ประชาชนเคยตัวและรอคอยแต่การช่วยเหลือจากภาครัฐ นอกจากนี้ ตนยังกังวลเรื่องราคาสินค้าในปัจจุบันที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ทั้งวัสดุก่อสร้างและของใช้ทั่วไปอย่างไข่ไก่ ยกเว้นผักสวนครัวที่ชาวบ้านปลูกเองที่ยังราคาคงที่ พร้อมวอนรัฐบาลเร่งจัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักอย่างแท้จริง
ด้าน นางสมหมาย อายุ 51 ปี ชาวตำบลท่าหลวง อำเภอพิมาย ซึ่งเดินทางมาจับจ่ายซื้อของใช้ในครัวเรือนโดยใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้สะท้อนความเดือดร้อนว่า ตนเองไม่ได้รับสิทธิในมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60:40” จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลมอบสิทธิการช่วยเหลือให้เท่าเทียมกัน เพราะกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็คือคนจนที่มีภาระค่าครองชีพสูงเช่นกัน หากรัฐจะเติมเงินให้สิทธิไทยช่วยไทยพลัสแต่ไม่ช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างเต็มที่ก็นับว่าไม่ยุติธรรม โดยปัจจุบันสินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้นมาก โดยเฉพาะไข่ไก่ที่เคยซื้อแผงละไม่ถึง 100 บาท ขยับขึ้นมาเป็น 120 บาท และล่าสุดพุ่งสูงถึงแผงละ 140 บาทแล้ว ซ้ำยังมีแนวโน้มราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นอีก จึงอยากฝากให้รัฐบาลเร่งเข้ามาดูแลและบรรเทาความทุกข์ร้อนของคนจนโดยด่วน




















