ชายป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย 15 ปี ยังแข็งแรงดี เผย 1 สิ่งเปลี่ยนชีวิต

ชายป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ผ่านมา 15 ปี ยังแข็งแรงดี หมอเผย 1 เคล็ดลับสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนชีวิต สิ่งที่ช่วยให้ไม่ยอมแพ้ต่อโรคร้าย
แม้คำว่า "มะเร็งระยะที่ 4" จะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยรู้สึกหวาดกลัวและสิ้นหวัง แต่เรื่องราวของชายรายหนึ่งกลับกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนจำนวนมาก หลังสามารถต่อสู้กับโรคร้ายมาได้นานถึง 15 ปี และยังคงมีชีวิตที่แข็งแรงจนถึงปัจจุบัน
ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์โภชนาการเผยว่า นอกจากการรักษาทางการแพทย์ที่ถูกต้องแล้ว กำลังใจ ความเชื่อมั่น และการไม่ยอมแพ้ต่อโรค ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากได้
ดร.หลิวโป๋เหริน ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์โภชนาการ เปิดเผยเรื่องราวของผู้ป่วยชายรายหนึ่งที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งโพรงจมูกระยะที่ 4 เมื่อประมาณ 15 ปีก่อน โดยในวันที่เข้ามาพบแพทย์ครั้งแรก ชายคนดังกล่าวอยู่ในสภาพจิตใจที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความสิ้นหวัง เนื่องจากกังวลว่าตนเองอาจมีเวลาเหลืออยู่ไม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม แทนที่จะตัดสินอนาคตของตัวเองจากตัวเลขระยะของโรค แพทย์ได้ให้กำลังใจผู้ป่วยด้วยคำพูดสั้น ๆ ว่า "อย่าเพิ่งรีบตัดสินประหารชีวิตตัวเอง" พร้อมแนะนำให้มุ่งความสนใจไปที่สิ่งที่สามารถทำได้ในแต่ละวัน และให้ความร่วมมือกับแนวทางการรักษาอย่างเต็มที่
หลังจากนั้น ผู้ป่วยรายนี้เริ่มกลับมามีความหวังอีกครั้ง เขาเข้ารับการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับให้เป็นเวลา การเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม การดูแลสุขภาพจิตให้แจ่มใส และเข้ารับการตรวจติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ
เวลาผ่านไป 15 ปี ชายคนดังกล่าวยังคงมีชีวิตอยู่ด้วยสุขภาพที่แข็งแรง สามารถใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ได้เห็นลูก ๆ เติบโต และเดินหน้าทำตามความฝันของตนเองต่อไปได้
ดร.หลิว ระบุว่า ตลอดการทำงานที่ผ่านมา เขาได้พบเห็นเรื่องราวลักษณะนี้อยู่หลายครั้ง และจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงมักเกิดจากความตั้งใจของผู้ป่วยที่บอกกับตัวเองว่า "ผมพร้อมที่จะพยายามสู้อีกสักครั้ง"
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า กำลังใจและความเชื่อมั่นไม่ใช่ยาวิเศษที่สามารถรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดได้ 100% แต่มีงานวิจัยทางการแพทย์จำนวนมากที่พบว่า ผู้ป่วยที่เชื่อมั่นว่าตนเองสามารถรับมือกับโรคได้ มักมีแนวโน้มให้ความร่วมมือกับการรักษามากกว่า และพร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในทางที่ดีขึ้น
ผลการศึกษาที่ดำเนินการในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังหลายประเภท ทั้งโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ ยังพบว่า ผู้ป่วยที่มีระดับกำลังใจและความเชื่อมั่นสูง มักมีภาวะเครียดต่ำกว่า มีความมั่นคงทางอารมณ์มากกว่า และมีคุณภาพชีวิตโดยรวมดีกว่ากลุ่มที่ขาดความหวัง
ทั้งนี้ แพทย์ฝากข้อคิดว่า แม้การรักษาทางการแพทย์จะเป็นหัวใจสำคัญในการต่อสู้กับโรค แต่การดูแลสุขภาพกายควบคู่กับการรักษาสุขภาพใจ และการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ก็เป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยก้าวเดินต่อไปได้ในทุกวัน
ข้อมูลจาก health.setn.com

ชายป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย 15 ปี ยังแข็งแรงดี เผย 1 สิ่งเปลี่ยนชีวิต

ชาวเน็ตแห่ถาม อบต.พรุดินนา ประกาศผลพนักงานจ้าง หลังเห็นนามสกุลผู้สอบผ่าน

ส่องทิศทาง "พายุโซนร้อนเมขลา" เช็กพิกัดโดนเต็มๆและผลกระทบ

หลายคนใส่ผิดมาตลอด หมอผิดหนังเฉลยเสื้อสีไหนกันแดดดีที่สุด
















