ค้นมินิสวนสัตว์ 10 ไร่ สกัดทุนอิสราเอลใช้คนไทยถือหุ้นแทน

ผู้ว่าฯ นำทีมถือหมายศาลบุกค้น "มินิสวนสัตว์ 10 ไร่" ต.ไสไทย ผงะซุกสิงโต-นกยูงเพียบ แฉสืบพบพฤติการณ์แต่งบัญชี ใช้คนไทย 4 รายถือหุ้น 51% บังหน้าทุนอิสราเอล หวังเลี่ยง พ.ร.บ.ธุรกิจคนต่างด้าว
กระบี่ (30 พฤษภาคม 2569) – ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีการปราบปรามขบวนการนอมินีข้ามชาติ โดยเมื่อวานนี้ นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่, เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) กระบี่, ตำรวจท่องเที่ยว, สำนักงานจัดหางานจังหวัด, สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด นำหมายค้นจากศาลจังหวัดกระบี่ เข้าทำการตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายซึ่งเปิดเป็นกิจการ "มินิสวนสัตว์" ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลไสไทย อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่
จากการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศและมุมสูง พบว่าสถานประกอบการดังกล่าวตั้งอยู่บนเนื้อที่ขนาดใหญ่รวมกว่า 10 ไร่ ภายในมีการก่อสร้างอาคาร กรงขังสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ และสระน้ำกระจายอยู่เต็มพื้นที่ โดยเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแสดงสัตว์ป่า เบื้องต้นพบพนักงานดูแลระบบจำนวน 5 คน และมีการจัดแบ่งโซนการจัดแสดงสัตว์หลากชนิด อาทิ สิงโต นกกระจอกเทศ นกยูง อีกัวน่า แพะแคระ รวมถึงสัตว์ขนาดเล็กอื่น ๆ อีกจำนวนมาก
ปฏิบัติการตรวจค้นในครั้งนี้ สืบเนื่องจากชุดสืบสวนระบุพฤติการณ์น่าสงสัยว่า กิจการสวนสัตว์แห่งนี้อาจเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวโดยใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทน หรือ "นอมินี" อันเป็นการฝ่าฝืนและหลีกเลี่ยงบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
จากการตรวจสอบหลักฐานการจดทะเบียนและการถือหุ้นประกอบกิจการ พบข้อมูลเชิงลึกว่า สวนสัตว์ดังกล่าวมีบุคคลสัญชาติอิสราเอลเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะผู้ดำเนินกิจการอย่างน้อย 2 ราย และมีบุคคลสัญชาติไทยสับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรวม 4 ราย โดยมีการวางโครงสร้างสัดส่วนการถือหุ้นของคนไทยไว้ที่ร้อยละ 51 และคนต่างด้าวร้อยละ 49 เพื่อเจตนาตบตาและหลีกเลี่ยงข้อกำหนดทางกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่พบพฤติการณ์เชิงประจักษ์ที่เชื่อได้ว่า บุคคลต่างด้าวสัญชาติอิสราเอลเป็นผู้บริหารจัดการ ควบคุมการเงิน และเป็นผู้รับผลประโยชน์จากกิจการนี้โดยตรง ในขณะที่บุคคลสัญชาติไทยบางรายที่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ กลับมีลักษณะพฤติกรรมเป็นเพียงลูกจ้างรายวันหรือเป็นผู้ถือหุ้นอำพรางเท่านั้น มิใช่ผู้ประกอบกิจการตัวจริงตามที่ระบุในเอกสาร
นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ได้ทำเรื่องประสานงานไปยังสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อให้ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบการครอบครองสัตว์ป่าและสัตว์สงวนภายในสวนสัตว์ดังกล่าวอย่างละเอียด โดยเฉพาะ สิงโต และ นกยูง รวมถึงตรวจสอบใบอนุญาตและเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่าถูกต้องตรงตามข้อกำหนดกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าไม่มีเอกสารสิทธิ์แสดงที่มาอย่างถูกต้อง จะดำเนินคดีในข้อหาครอบครองสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตเพิ่มเติมทันที ส่วนในกลุ่มพนักงานและลูกจ้างทั้งหมด เจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวไปสอบสวนขยายผลเชิงลึกที่สถานีตำรวจ หากพบว่ามีส่วนรู้เห็นหรือร่วมอยู่ในขบวนการนอมินีอำพรางหุ้น จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดไม่มีข้อยกเว้น




















