"โทนี่ เฟอร์นานเดส" เบรค AOT ชะลอขึ้นค่าธรรมเนียม แนะรื้อโครงสร้างค่า PSC ใหม่

"โทนี่ เฟอร์นานเดส" เสนอ ทอท. ชะลอปรับขึ้นค่าธรรมเนียมผู้โดยสารระหว่างประเทศ หวั่นซ้ำเติมต้นทุนน้ำมัน-ท่องเที่ยวไทยพัง แนะปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้ยืดหยุ่น
21 พ.ค.69 "โทนี่ เฟอร์นานเดส" (Tony Fernandes) ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มแคปปิตอล เอ (บริษัทแม่ของ AirAsia) ผู้บุกเบิกโมเดลสายการบินราคาประหยัดในภูมิภาคเอเชีย ออกโรงส่งสัญญาณเตือนถึงบอร์ดบริหาร บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. (AOT) ให้ทบทวนและชะลอแผนการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมผู้โดยสารระหว่างประเทศ (Passenger Service Charge: PSC) หรือคนไทยมักเรียกกันว่า "ค่าภาษีสนามบิน" จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 มิถุนายน 2569
ซึ่งการปรับภาษีสนามบินใหม่ในครั้งนี้ จะครอบคลุมท่าอากาศยานในความรับผิดชอบของ ทอท. (AOT) ทั้ง 6 แห่ง ซึ่งเป็นประตูหลักในการเดินทางของประเทศ ได้แก่
- ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
- ท่าอากาศยานดอนเมือง
- ท่าอากาศยานเชียงใหม่
- ท่าอากาศยานภูเก็ต
- ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
- ท่าอากาศยานหาดใหญ่
โดย โทนี่ เฟอร์นานเดส เปิดเผยถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่าเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายและยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และต้องแบกรับต้นทุนพลังงานที่ผันผวนอย่างรุนแรง จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยต้นทุนน้ำมันเครื่องบินเคยพุ่งสูงจากระดับ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทะยานไปแตะจุดสูงสุดกว่า 240 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะย่อตัวลงมาอยู่ที่ราว 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปัจจุบัน
ภาระต้นทุนที่หนักหน่วงทำให้สายการบินต่างๆ รวมถึงแอร์เอเชีย จำเป็นต้องปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสารไปแล้วราว 20% เพื่อพยุงธุรกิจ การที่ ทอท. จะเข้ามาจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มในช่วงเวลานี้ จึงเท่ากับเป็นการผลักภาระซ้ำสองไปยังผู้โดยสารโดยตรง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อขีดความสามารถการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของไทย เนื่องจากหลายประเทศและหลายท่าอากาศยานทั่วโลก กำลังเลือกใช้นโยบายตรงกันข้าม คือ "ลดค่าธรรมเนียม" เพื่อดึงดูดเม็ดเงินและนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ
อีกหนึ่งประเด็นที่ โทนี่ เฟอร์นานเดส หยิบยกขึ้นมาคือ ความไม่สมเหตุสมผลของโครงสร้างค่าธรรมเนียมสนามบินของไทยในปัจจุบัน ที่เรียกเก็บในอัตราเท่ากัน ระหว่างสายการบินบริการเต็มรูปแบบ (Full Service) และสายการบินต้นทุนต่ำ (Low-Cost Carriers: LCCs) ทั้งที่มีพฤติกรรมการใช้งานทรัพยากรสนามบินที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ตามข้อมูลทางสถิติ เครื่องบินของกลุ่มแอร์เอเชียมีเวลาจอดสลับลำ (Turnaround Time) เฉลี่ยเพียงประมาณ 25 นาทีต่อเที่ยวบิน ก่อนจะนำเครื่องขึ้นบินต่อทันที ขณะที่สายการบิน Full Service ต้องใช้เวลาจอดนานถึง 2 ชั่วโมง เนื่องจากมีขั้นตอนการโหลดอาหาร บริการภาคพื้น และการจัดการที่ซับซ้อนกว่า
ด้วยเหตุนี้ ทอท. จึงควรปรับเปลี่ยนแนวคิดไปใช้ "โมเดลการคิดค่าธรรมเนียมแบบแบ่งตามขั้น" (Tiered Pricing Model) หรือแยกการจัดเก็บตามลักษณะการใช้งานจริง เช่นเดียวกับโมเดลการบินในประเทศแถบยุโรป เพื่อความยั่งยืนและความเป็นธรรม
ในฐานะผู้บริหารมากประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการบินกว่า 25 ปี ซีอีโอกลุ่ม Capital A ได้ให้ความคิดเห็น พร้อมข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ต่อ ทอท. 2 แนวทางหลัก ได้แก่
- ชะลอการบังคับใช้ค่า PSC ใหม่ออกไปอย่างน้อย 1 ปี เพื่อรอให้สถานการณ์โลกและราคาน้ำมันนิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับจังหวะการฟื้นตัวของตลาด จนสายการบินและผู้โดยสารพร้อมปรับตัวรับต้นทุนใหม่ได้ดีกว่านี้
- แยกโครงสร้างราคาตามระดับการบริการ ไม่ใช้อัตราเดียวกันทั้งหมด โดยแยกอัตราค่าธรรมเนียมระหว่างผู้โดยสารสายการบินพรีเมียมและสายการบินราคาประหยัด รวมถึงแยกอัตราค่าบริการระหว่างสนามบินหลัก (Hub) และสนามบินภูมิภาค
พร้อมยังเสนอให้ AOT หันมาเพิ่มรายได้จากธุรกิจอื่นที่มีศักยภาพเติบโตแทนที่จะพึ่งพารายได้จากค่าธรรมเนียมบนตั๋วเครื่องบินเพียงอย่างเดียว ทอท. ควรขยายตัวไปสู่ธุรกิจคลังสินค้า (Cargo) และศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ซึ่งในจุดนี้ กลุ่มแอร์เอเชียพร้อมเสนอตัวเข้าร่วมทุน รวมถึงธุรกิจบริการอาหาร (Catering) ในไทยด้วย
ที่สำคัญ โทนี่ เฟอร์นานเดส ได้ยกกรณีศึกษาของประเทศมาเลเซีย ที่ปัจจุบันก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลกได้ เนื่องจากรัฐบาลและหน่วยงานท่าอากาศยานวางโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงกรอบราคาที่สนับสนุนสายการบินต้นทุนต่ำอย่างชัดเจน

เปิดสาเหตุ "ดีไซเนอร์เขมร" ถูกหิ้วลงพรมแดงเมืองคานส์

ล้ำไปอีกขั้น จีนเปิดตัว หุ่นยนต์เก็บมะเขือเทศ พลัง AI แม่นยำทะลุ 90%

ซึ้งน้ำตาซึม ตำรวจจีนงัดประตูฝ่าน้ำท่วม ลุยช่วยยายวัย 78 ติดในบ้าน

สิงคโปร์เตือน ยอดป่วย ไวรัสทางเดินหายใจ เฉียด 1.3 หมื่นรายในสัปดาห์เดียว
















