กรมควบคุมโรคเข้มเฝ้าระวังอีโบลา โรคอันตรายอัตราดับสูง

กรมควบคุมโรค ยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา อย่างเข้มงวด แม้ไทยยังไร้ผู้ป่วย ชี้เป็นโรคติดต่ออันตรายอัตราตายสูง พร้อมแนะวิธีป้องกันตนเอง
แม้ว่าตอนนี้ประเทศไทยจะยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อ แต่ทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ล่าสุดเดินหน้ายกระดับมาตรการเฝ้าระวังและป้องกัน โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา อย่างเข้มงวด เพื่อสกัดกั้นไม่ให้มีการนำเข้าเชื้อจากต่างประเทศ พร้อมแจ้งเตือนให้ประชาชนร่วมกันดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลเพื่อความปลอดภัย
นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลว่า โรคติดต่ออันตราย ชนิดนี้ เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Orthoebolavirus และมี อัตราการป่วยตายสูง ที่สำคัญคือโรคนี้ไม่ได้ติดต่อผ่านทางอากาศ แต่จะติดต่อเมื่อมีการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรืออวัยวะของผู้ติดเชื้อ รวมถึงสิ่งของที่ปนเปื้อน ตลอดจนการสัมผัสสัตว์ป่าที่เป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ เช่น ค้างคาว ลิง หรือสัตว์ป่าอื่นๆ
สำหรับ อาการโรคอีโบลา ในเบื้องต้น ผู้ป่วยจะมีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และเจ็บคอ จากนั้นจะเริ่มมีอาการท้องเสีย อาเจียน มีผื่นขึ้น ตับและไตทำงานผิดปกติ และบางรายอาจมีอาการเลือดออกอย่างรุนแรง โดยโรคนี้มี ระยะฟักตัว อยู่ที่ประมาณ 2-21 วัน
ทางด้าน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเสริมถึงเรื่องนี้ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมไว้ทุกด้าน โดยเฉพาะการติดตามผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงอย่าง สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสาธารณรัฐยูกันดา ภายในระยะเวลา 21 วันอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังได้จัดเตรียมระบบคัดกรองผู้ป่วยในสถานพยาบาลทุกระดับ ห้องแยกผู้ป่วย อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) และระบบห้องปฏิบัติการสำหรับตรวจยืนยันเชื้อไว้เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคแนะนำให้ประชาชนป้องกันตนเองด้วยการล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล เลือกทานอาหารปรุงสุก และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยโดยตรง
ข้อควรระวังสำคัญ: หากคุณเป็นผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง (สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสาธารณรัฐยูกันดา) แล้วมีอาการไข้หรือความผิดปกติใดๆ ภายใน 21 วัน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที และต้องแจ้งประวัติการเดินทางให้แพทย์ทราบด้วย เพื่อการวินิจฉัยที่รวดเร็ว
หากใครมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 ได้ตลอดเวลา
ที่มา : กรมควบคุมโรค




















