เปิดเงื่อนไข 15 ข้อ "ทรัมป์" ยื่นดีลใหญ่ แผนสันติภาพถึงอิหร่าน

เปิดเงื่อนไข “ทรัมป์” ยื่นดีลใหญ่ แผนสันติภาพ 15 ข้อ ถึงอิหร่าน แลกยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หวังคลี่คลายความตึงเครียด
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ หลังมีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ส่ง “แผนสันติภาพ” ไปยังอิหร่านผ่านปากีสถาน พร้อมยื่นกรอบข้อตกลง 15 ข้อ เพื่อผลักดันการยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 1 เดือน ท่ามกลางความเคลื่อนไหวทางการทูตที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากทั่วโลก
สื่อหลายสำนักในอิสราเอลและต่างประเทศรายงานตรงกันว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งข้อเสนอแผนสันติภาพไปยังอิหร่านผ่านทางปากีสถาน โดยมีเป้าหมายเพื่อเจรจายุติสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ และวางกรอบข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และอิทธิพลทางทหารของอิหร่านในภูมิภาค
ตามรายงานของ Channel 12 ที่ถูกอ้างต่อโดยสื่ออิสราเอล ระบุว่า ข้อเสนอดังกล่าวประกอบด้วย 15 ข้อ แม้ยังไม่มีการเปิดเผยทั้งหมดต่อสาธารณะ แต่มีการรายงานสาระสำคัญออกมาแล้วอย่างน้อย 14 ข้อ โดยฝ่ายอิสราเอลไม่ได้เข้าร่วมโต๊ะเจรจาโดยตรง อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าได้รับการแจ้งล่วงหน้าจากฝ่ายบริหารของทรัมป์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้
รายงานระบุว่า ข้อเสนอของสหรัฐฯ มีเงื่อนไขหลักที่มุ่งควบคุมและจำกัดศักยภาพทางทหารของอิหร่านอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการให้ อิหร่านยุติการดำเนินโครงการนิวเคลียร์ในปัจจุบัน, ห้ามเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในดินแดนของตน, ส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่สะสมไว้ให้แก่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) รวมถึงเปิดทางให้ IAEA เข้าตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ได้อย่างเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ รื้อถอนโรงงานนิวเคลียร์หลักของอิหร่าน ได้แก่ นาตันซ์, อิสฟาฮาน และฟอร์โด รวมถึงกำหนดให้รัฐบาลเตหะรานต้องให้คำมั่นว่าจะไม่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์อีกต่อไปในอนาคต
ในมิติด้านความมั่นคงระดับภูมิภาค สหรัฐฯ ยังเสนอให้อิหร่าน ยุติการสนับสนุนเครือข่ายตัวแทนในตะวันออกกลาง, ยุติการให้เงินทุน อาวุธ และการสั่งการต่อกลุ่มติดอาวุธพันธมิตร, รวมถึงกำหนดให้ ช่องแคบฮอร์มุซต้องเปิดใช้งานอยู่เสมอ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก
อีกประเด็นสำคัญคือข้อเสนอให้ จำกัดโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน ทั้งในแง่ระยะยิงและจำนวน พร้อมกำหนดกรอบให้ใช้งานเพื่อการป้องกันตนเองเท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ ต้องการลดศักยภาพการคุกคามของอิหร่านทั้งในระดับภูมิภาคและระดับยุทธศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอครั้งนี้ไม่ได้มีแต่เงื่อนไขกดดันฝ่ายอิหร่านเท่านั้น แต่ยังมี “แรงจูงใจ” แนบมาด้วย โดยหากอิหร่านยอมรับข้อตกลง จะได้รับ การผ่อนคลายหรือยุติมาตรการคว่ำบาตรจากประชาคมระหว่างประเทศ, ได้รับ ความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ในการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์เพื่อพลเรือน และอาจมีการยกเลิกกลไก Snapback ซึ่งเป็นมาตรการที่เปิดทางให้สามารถกลับมาคว่ำบาตรอิหร่านได้โดยอัตโนมัติ หากไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง
ทั้งนี้ ยังมี ข้อเสนอข้อที่ 15 ซึ่งยังไม่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะ ทำให้เกิดการคาดการณ์อย่างมากว่า อาจเป็นเงื่อนไขเชิงการเมืองหรือความมั่นคงที่มีความอ่อนไหวสูงกว่าข้ออื่น ๆ ซึ่งสรุปง่ายๆ คือ
1. อิหร่านต้องรื้อถอนการดำเนินการด้านนิวเคลียร์ที่มีอยู่
2. อิหร่านต้องให้คำมั่นว่าจะไม่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์อีกต่อไป
3. ห้ามมีการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในดินแดนอิหร่าน
4. อิหร่านต้องส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่สะสมไว้ให้แก่องค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
5. โรงงานนิวเคลียร์นาตันซ์ อิสฟาฮาน และฟอร์โด ต้องถูกรื้อถอน
6. ต้องอนุญาตให้ IAEA เข้าถึงโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างเต็มที่
7. อิหร่านต้องละทิ้ง "แบบแผนตัวแทนระดับภูมิภาค"
8. อิหร่านต้องยุติการให้เงินทุน สั่งการ และติดอาวุธแก่ตัวแทนของตน
9. ช่องแคบฮอร์มุซต้องเปิดอยู่เสมอ
10. โครงการขีปนาวุธของอิหร่านต้องถูกจำกัดทั้งในด้านระยะทำการ และจำนวน
11. อิหร่านต้องจำกัดการใช้ขีปนาวุธเพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น ในขณะที่อิหร่านจะได้รับประโยชน์ ดังนี้
12. อิหร่านจะได้รับการยุติมาตรการคว่ำบาตรที่กำหนดโดยประชาคมระหว่างประเทศ
13. สหรัฐฯ จะให้ความช่วยเหลือในโครงการพัฒนานิวเคลียร์เพื่อพลเรือน
14. ยกเลิกกลไก "บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรโดยอัตโนมัติ (Snapback)" ที่อนุญาตให้มีการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรอีกครั้งโดยอัตโนมัติหากอิหร่านไม่ปฏิบัติตาม
15. (ไม่เปิดเผย)
ขณะเดียวกัน มีรายงานเพิ่มเติมจาก Haaretz ว่า สหรัฐฯ ได้กำหนดกรอบเวลาให้อิหร่าน ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมง แต่ฝ่ายอิหร่านระบุว่า ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ภายในเวลาที่กำหนด เนื่องจากกระบวนการตัดสินใจภายในประเทศกำลังเผชิญปัญหาในการประสานงานและสื่อสาร ท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัยจากสถานการณ์โจมตีที่ยังไม่สงบ
ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวอ้างว่า ขณะนี้สหรัฐฯ กำลัง “พูดคุยกับคนที่เหมาะสม” ในอิหร่าน และเชื่อว่ามีความคืบหน้าในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมระบุว่า “พวกเขาจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ พวกเขาตกลงเรื่องนั้นแล้ว” ซึ่งเป็นคำพูดที่ยิ่งทำให้สถานการณ์ทางการทูตในภูมิภาคถูกจับตามากขึ้น
รายงานบางส่วนยังระบุด้วยว่า สหรัฐฯ ได้หารือถึงความเป็นไปได้ของการประกาศ หยุดยิงชั่วคราว 1 เดือน เพื่อเปิดทางให้การเจรจาเดินหน้า หากทั้งสองฝ่ายสามารถหาจุดร่วมเบื้องต้นได้ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นสัญญาณสำคัญของความพยายามลดความรุนแรงในตะวันออกกลางหลังการสู้รบที่ยืดเยื้อมานานหลายสัปดาห์
แม้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอิหร่านในทุกประเด็นของข้อเสนอชุดนี้ แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดก็สะท้อนชัดว่า ความพยายามปิดฉากสงครามกำลังถูกผลักดันอย่างจริงจัง และอาจกลายเป็นหมากสำคัญที่เปลี่ยนสมดุลการเมืองและความมั่นคงของตะวันออกกลางในระยะต่อจากนี้
ข้อมูลจาก Al jazeer , AFP , New York Post และ The Time of Israel
ภาพจาก Donald John Trump

"เอกนิติ" สั่งระบายน้ำมันสำรองลงหน้าปั๊ม แก้ปมขาดแคลน ยันน้ำมันดิบมีเพียงพอ

ทุเรียนไทยยืนหนึ่ง ครองตลาดจีน 69% เกษตรฯ รุกส่งออกทางเรือลดต้นทุน

เปิดเงื่อนไข 15 ข้อ "ทรัมป์" ยื่นดีลใหญ่ แผนสันติภาพถึงอิหร่าน

อธิบดี ทช. เข้ม 4 มาตรการลดใช้พลังงาน คุมรถหลวง-งดดูงานนอก
















