ดัน "เทมเป้" ดาวรุ่ง Plant-based ยกระดับถั่วไทย สู่ตลาด Future Food

ปลุกกระแส "เทมเป้" ดาวรุ่งโปรตีนจากพืช เปิดโอกาสใหม่ยกระดับถั่วไทยสู่ Future Food เพิ่มมูลค่าถั่วไทยในตลาดโลก
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ชี้ “เทมเป้ (Tempeh)” อาหารโปรตีนจากพืช กำลังเป็นดาวรุ่งของตลาด Plant-based และมีศักยภาพเป็น Future Food ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย ดันปั้นถั่วพื้นถิ่นไทย เพื่อเปิดตลาดสู่ตลาดโลก
ปลดล็อกมูลค่าถั่วไทย! สนค. ชี้เป้า “เทมเป้” ดาวรุ่ง Plant-based สู่ขุมทรัพย์ Future Food
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ปลุกกระแส “โปรตีนทางเลือก” ชู “เทมเป้ (Tempeh)” เป็น Product Champion ตัวใหม่ที่ไม่ควรมองข้าม แนะผู้ประกอบการไทยพลิกวิกฤตสุขภาพโลกให้เป็นโอกาสทอง ชี้เทรนด์อาหารจากพืชคือ “เมกะเทรนด์” ที่เปลี่ยนโครงสร้างการบริโภคถาวร พร้อมแนะกลยุทธ์ใช้ “ถั่วพื้นถิ่น” ผสานมาตรฐานสากล สร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับจากสินค้าเกษตรสู่ “อาหารแห่งอนาคต” (Future Food)
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า ท่ามกลางวิกฤต “โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)” ที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกกว่า 41 ล้านคนต่อปี หรือคิดเป็นกว่า 74% ของการเสียชีวิตทั่วโลก ตามข้อมูลล่าสุดในปี 2025ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กลายเป็น
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างถาวร ผู้คนไม่ได้ต้องการแค่ “กินอิ่ม” แต่กำลังมองหาอาหารที่ “กินแล้วรอด” จากโรคภัย ส่งผลให้ตลาด “โปรตีนทางเลือก” และ “อาหารจากพืช (Plant-Based)” เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งในกลุ่มคนรักสุขภาพ (Health Conscious) และกลุ่มยืดหยุ่น (Flexitarian) ที่ต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง หรือแม้แต่กลุ่มมังสวิรัติและวีแกนที่ต้องการโปรตีนทางเลือกที่ไม่ใช่จากสัตว์
รายงาน OECD-FAO Agricultural Outlook 2025-2034 ชี้ให้เห็นแนวโน้มใหม่ของการบริโภคอาหารทั่วโลก โดยในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง การบริโภคเนื้อแดงและโปรตีนจากสัตว์ต่อหัวมีแนวโน้ม “ชะลอหรือคงตัว” จากแรงกังวลด้านสุขภาพและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ในประเทศรายได้ปานกลางและต่ำกว่า การบริโภคอาหารที่หลากหลายรวมถึงอาหารแหล่งสัตว์ยังคงเพิ่มขึ้น แต่องค์ประกอบของการเลือกโปรตีนกำลังเปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังหันมาสนใจโปรตีนทางเลือกจากพืชร่วมกับอาหารจากสัตว์ เทรนด์นี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุปสงค์อาหารโลกที่ขยายตัวออกไปจากรูปแบบเดิมและให้ความสำคัญกับ “สุขภาพ” และ “ความยั่งยืน” มากขึ้น
ในกลุ่มอาหารจากพืช “เทมเป้ (Tempeh)” กำลังถูกจับตาในฐานะสินค้าโปรตีนจากพืชที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์สูง เนื่องจากตอบโจทย์ทั้งด้านโภชนาการ สุขภาพ และความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ที่สำคัญ เทมเป้ไม่ใช่อาหารทางเลือกที่เติบโตจากกระแสเพียงอย่างเดียว แต่ได้รับการยกระดับสถานะในตลาดโลกผ่านการกำหนดมาตรฐานสากลโดย Codex Alimentarius (FAO/WHO) ภายใต้มาตรฐาน Regional Standard for Tempe (CXS 313R-2013) ซึ่งกำหนดลักษณะผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต และคุณภาพอย่างชัดเจน การมีมาตรฐาน Codex รับรองนี้เปรียบเสมือนใบเบิกทางที่ยกระดับเทมเป้จากอาหารพื้นบ้าน ให้กลายเป็น “อาหารแปรรูปเพิ่มมูลค่า” ที่สามารถส่งออกและแข่งขันในตลาดสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ในเชิงธุรกิจเทมเป้คือตัวอย่างของการเปลี่ยนสินค้าเกษตรธรรมดาให้มีมูลค่าสูงขึ้นด้วยนวัตกรรมโดยเฉพาะเทคโนโลยีการหมัก (Solid-State Fermentation) ซึ่งเพิ่มคุณค่าทั้งด้านโภชนาการ รสสัมผัส และความปลอดภัยอาหาร ความได้เปรียบทางธุรกิจจึงไม่ได้อยู่ที่ราคาถั่วในตลาดโลก แต่อยู่ที่องค์ความรู้ กระบวนการผลิต และมาตรฐาน นี่คือโอกาสของผู้ประกอบการที่จะสร้างกำไรจาก “องค์ความรู้และมาตรฐานการผลิต” ซึ่งทำกำไรได้สูงกว่าการขายวัตถุดิบทางการเกษตรแบบดั้งเดิม
เทมเป้ในวันนี้ไม่ใช่แค่ถั่วหมัก แต่ทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนเนื้อสัตว์ (Functional Substitute)” ที่สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะในตลาดประเทศพัฒนาแล้วที่ผู้คนมองหาโปรตีนที่ทดแทนเนื้อแดงได้จริงด้วยเนื้อสัมผัสและคุณค่าทางอาหารที่ตอบโจทย์ เทมเป้จึงถูกวางตำแหน่งใหม่ให้เป็น “Protein Solution”หรือทางออกของคนรักสุขภาพที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
การยกระดับเทมเป้ด้วยมาตรฐานสากล คือกุญแจสำคัญที่ช่วยต่อยอดสินค้าสู่ความพรีเมียมได้หลากหลาย ทั้งรูปแบบวัตถุดิบและอาหารพร้อมทาน (Ready-to-Eat) ด้วยจุดแข็งด้าน Plant-Based และ Clean Label ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน ทำให้เทมเป้ก้าวข้ามตลาดเฉพาะกลุ่มขึ้นแท่น “อาหารแห่งอนาคต (Future Food)”ได้อย่างเต็มตัว สอดรับกับทิศทางของ WHO และ OECD ที่ชี้ชัดว่าโลกกำลังมองหาอาหารที่ปลอดภัยและดีต่อสิ่งแวดล้อม การทำมาตรฐานจึงไม่ใช่ “ภาระต้นทุน”แต่คือ “การลงทุนที่คุ้มค่า”เพื่อใช้เป็นใบเบิกทางเข้าสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อสูงได้อย่างยั่งยืน
ในภาพรวมห่วงโซ่อุตสาหกรรมโปรตีนจากพืชยังได้รับแรงหนุนจากตลาดวัตถุดิบโลก โดยข้อมูลจาก USDA ระบุว่าในปีการตลาด 2024/25 ผลผลิตถั่วเหลืองโลกอยู่ที่ประมาณ 427.15 ล้านเมตริกตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าและสะท้อนถึงการขยายตัวของการผลิตเมล็ดถั่วเหลืองที่เป็นวัตถุดิบสำคัญทั้งในห่วงโซ่อาหารฟีดสัตว์และโปรตีนจากพืช การเติบโตของผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชในหลายภูมิภาคยังผลักดันให้เกิดการค้าเมล็ดถั่วเหลืองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย โดยในฤดูกาล 2024/25 การค้าถั่วเหลืองทั่วโลกสูงถึง 184.8 ล้านตันพร้อมกับการเติบโตของการส่งออกจากบราซิลและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ผลิตหลักของโลก ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าตลาดโปรตีนจากพืชไม่ใช่ตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน
นายนันทพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “สำหรับผู้ประกอบการไทย เทมเป้คือโอกาสในการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ขายวัตถุดิบ มาเป็นผู้สร้างสรรค์ “นวัตกรรมโปรตีน” โดยเฉพาะหากสามารถใช้ถั่วพื้นถิ่น ผสานเรื่องราวแหล่งที่มา อัตลักษณ์อาหาร และควบคุมการผลิตด้วยมาตรฐานสากล เทมเป้จะไม่ใช่เพียงสินค้าเกษตรแปรรูป แต่จะกลายเป็น เครื่องมือ Reposition ที่จะจัดวางตำแหน่งใหม่ของอาหารไทยให้เข้าไปยืนหนึ่งในตลาด Plant-Based โลก
ในวันที่สุขภาพและความยั่งยืนไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็นทิศทางหลักของตลาดอาหารโลก โอกาสทางธุรกิจจึงไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้มากกว่าเดิม แต่อยู่ที่การผลิตให้ “ตอบโจทย์โลกที่กำลังเปลี่ยน” มากขึ้น สนค. เชื่อมั่นว่า เทมเป้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการต่อยอดสินค้าเกษตรไทยด้วยการแปรรูป มาตรฐาน และความเข้าใจผู้บริโภคโลกอย่างแท้จริง ซึ่งไม่เพียงเพิ่มมูลค่าให้สินค้าไทย แต่ยังสะท้อนว่า เมื่อโลกเริ่มมองหาโปรตีนรูปแบบใหม่ เทมเป้ไม่ใช่แค่หนึ่งในตัวเลือก หากแต่เป็นคำตอบที่ธุรกิจไทยสามารถต่อยอดได้จริง”

"ดาวประชุม 4 ดวง" 4 ราศี พลิกฟื้น จากร้ายกลายเป็นรวย เงินทองไหลมา

ปกป้องคนที่คุณรักจากควันบุหรี่มือสอง ภัยเงียบที่ทำร้ายคนในบ้าน

หนุ่มวัย 30 เลือดออกในสมอง เป็นอัมพาตครึ่งซีก หลังทำโอที 230 ชม.

ดอนเมืองโชว์คัดแยกขยะตลาดโกสุมฯ ลดเหลือ 20.- ผุดสวนใกล้บ้าน-คุมฝุ่น
















