คำแนะนำน่ารู้สำหรับผู้เลี้ยงนกที่อาจเสี่ยงต่อ "โรคไข้นกแก้ว"

กรมอุทยานฯ ขอเชิญชวนผู้เลี้ยงนกและประชาชนทั่วไป ตระหนักรู้เกี่ยวกับ "โรคไข้นกแก้ว" อย่างถูกต้อง โดยไม่ตื่นตระหนก
ขอชวนทุกคนมา “ตื่นรู้แบบไม่ตระหนก” กับคำแนะนำสำคัญสำหรับผู้เลี้ยงนก ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อโรคไข้นกแก้ว (Psittacosis) การป้องกันที่ถูกวิธีคือหัวใจสำคัญของการดูแลทั้งคนและสัตว์เลี้ยง
คำแนะนำสำหรับผู้เลี้ยงนก
- ควรกักแยกนกใหม่เพื่อสังเกตอาการอย่างน้อย 30 วัน พร้อมตรวจสุขภาพและคัดกรองเชื้อ ก่อนนำไปเลี้ยงรวมกับนกตัวอื่น
- ตั้งกรงนกในพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ควรเลี้ยงนกในห้องนอนหรือพื้นที่ปิด
- รักษาความสะอาดและระยะห่าง ล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสนก สวมหน้ากากขณะทำความสะอาดกรง และไม่ให้นกกินอาหารจากปาก
- หากนกมีอาการผิดปกติ เช่น ซึม เบื่ออาหาร จาม หรือท้องเสีย มูลสีเขียวหรือเหลือง ให้รีบแยกนกออกทันที และนำไปพบสัตวแพทย์
- ไม่ควรกวาดมูลนกในขณะแห้ง ควรฉีดน้ำผสมน้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำสบู่ให้มูลชื้นก่อน เพื่อลดการฟุ้งกระจายของเชื้อ
ข้อควรระวังสำหรับผู้เลี้ยง
‼ หากมีอาการไข้สูง หนาวสั่น หรือไอแห้ง หลังสัมผัสนกหรือทำความสะอาดกรง ควรรีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเลี้ยงนก เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง
ทั้งนี้ ในประเทศไทยเคยพบผู้ป่วยโรคไข้นกแก้วเพียง 1 ราย เมื่อปลายปี 2568 ซึ่งได้รับการรักษาจนหายเป็นปกติ โดยจากประวัติพบว่าผู้ป่วยมีโรคประจำตัว และเลี้ยงนกในพื้นที่อากาศไม่ถ่ายเท รวมถึงไม่ได้ใช้อุปกรณ์ป้องกันขณะทำความสะอาดกรง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ย้ำว่า การตระหนักรู้ การป้องกันที่เหมาะสม และการดูแลสุขอนามัยอย่างถูกต้อง คือกุญแจสำคัญในการอยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงอย่างปลอดภัย ด้วยความห่วงใยต่อสุขภาพของประชาชนและสัตว์เลี้ยงทุกตัว
ที่มา : กลุ่มโรคติดต่อทางอาหารและน้ำและโรคหนอนพยาธิ กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค

อัปเดตราคาทองช่วงบ่าย 10 ก.พ. 69 ราคาทองมีปรับตัวอีกครั้งที่ 7

ภูมิธรรมระบุเลือกตั้งส่อผิดปกติ ร้องตรวจสอบ หาผู้รับผิดชอบ

ไวรัลทั้งโซเชียล พนักงานสาวติดห้องพัก ส่งคลิปยืนยันไม่ได้อ้าง

ไขข้อสงสัย ต้นกำเนิดผัดไทย มาจากกัมพูชา ตามที่แชร์กันในโซเชียล
















