หมอศิริราช เล่าชีวิตผู้ป่วยโควิดในห้องความดันลบ สภาพจิตใจแทบสู้ไม่ไหว

28 ม.ค. 2564 เวลา 15:52 น.

หมอศิริราชเล่าความจริงที่ผู้ป่วยโควิด 19 ต้องเจอ เจอทุกมรสุมเข้าใส่ ทั้งสภาพร่างกาย ทั้งจิตใจ ต้องอยู่ในห้องความดันลบเหงาๆ ถูกตัดขาดจากโลกนอก ทุกนาทีที่มีสติคิดถึงแต่บ้าน

นับเป็นอีกหนึ่งบทความที่ทำเอาชาวเน็ตหลายๆ คนต่างเห็นอกเห็นใจผู้ป่วยโควิด ที่ รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เล่าเรื่องราวอีกมุมของผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิดถ่ายทอดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ซึ่งได้เกริ่นถึงอาการของผู้ว่าราชการจังหวัดสาครที่อาการยังคงทรงตัว
 

ก่อนที่จะเข้าถึงเรื่องผู้ป่วยโควิดว่า "ผู้ป่วยโควิดต่างจากผู้ป่วยโรคติดเชื้อทั่วไป เนื่องจากเป็นเชื้ออุบัติใหม่ที่คนยังไม่รู้จักดี ทำให้กลัวว่าถ้าติดแล้วจะเกิดโรครุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ทำให้ผู้ป่วยโควิดเกิดความแปลกแยกจากสังคมรอบข้าง ทั้งช่วงที่อยู่ในโรงพยาบาลและหลังกลับเข้าสู่ชุมชนแล้ว โดยช่วงอยู่รพ.จะมีการจำกัดการเข้าเยี่ยม 

 


วางแผนให้การรักษาพยาบาลเท่าที่จำเป็นเพื่อลดความเสี่ยงบุคลากร ใช้พูดคุยกับบุคลากรผ่านสื่อต่างๆ แทนการพูดคุยกันต่อหน้า จำกัดการเข้าเยี่ยมของญาติหรือไม่ให้เข้าเยี่ยมถ้าไม่จำเป็น ยิ่งถ้าป่วยวิกฤตด้วยแล้ว เรียกว่าแทบจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง เหตุนี้ช่วยส่งเสริมทำให้ผู้ป่วยพลุ่งพล่านต่อต้านการรักษามากขึ้น ทำให้ระยะเวลาการรักษาให้ดีขึ้นทอดเวลาออกไป อีกทั้งผลการรักษาก็อาจออกมาไม่ดีเท่าที่ควรทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย

 

 
ใกล้เคียงกับที่พ่อเมืองสาครล้มเจ็บ มีผู้ป่วยโควิดรายหนึ่งจากมหาชัยอาการหนักจนต้องส่งต่อมารักษาที่ศิริราช เดิมเคยมีโรคไตเรื้อรังเตรียมการล้างไตอยู่แล้ว แต่เนื่องจากฐานะยากจนจึงขอผัดผ่อนออกไปก่อนจนกระทั่งล้มป่วย ครั้งนี้โควิดทำให้เกิดไตวายเฉียบพลันเพิ่มขึ้นจนต้องให้การรักษาด้วยการล้างไตฉุกเฉิน หลังจากถอดเครื่องช่วยหายใจออกได้แล้วและค่อยๆ ลดการใช้ออกซิเจนลง เขาบ่นคิดถึงบ้านบ่อยๆ แต่ทีมงานก็ช่วยได้แค่การพูดคุยเท่าที่ทำได้ตอนที่เข้าไปในห้องปลอดเชื้อของผู้ป่วย 

 

 

ถ้าว่างก็จะโทรศัพท์แจ้งลูกเป็นบางครั้งเพราะตัวลูกเขาเองต้องลำบากในการหาเลี้ยงปากท้องช่วงนี้อยู่แล้ว พอมีเวลาว่างจึงร้องขอไปที่เหล่ากาชาดสมุทรสาคร ทางนั้นตอบรับอย่างว่องไว และได้จัดหาโทรศัพท์มาให้ผู้ป่วยไว้คุยกับญาติโดยตรงจากห้องปลอดเชื้อที่ต้องแยกตัวเองอยู่ และยังช่วยรับปากเตรียมสนับสนุนผู้ป่วยถ้าย้ายกลับสมุทรสาครทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายการล้างไตต่อเนื่องและค่าใช้จ่ายอื่น

 

 

กระทั่งสังเกตจากภายนอกห้องขณะที่เขาดูทีวีไปและล้างไตไป สีหน้าค่าตาเขาดูแจ่มใส แววตาดูมีความหวังขึ้นมาก คงมองไปไกลถึงการได้กลับบ้านที่มนุษย์ทุกคนรักและห่วงหาไม่ว่าบ้านนั้นจะเล็กเท่ารังหนูหรือใหญ่ดั่งเวียงวัง รวมถึงการกลับไปต่อสู้ชีวิตหลังโควิดที่ยังต้องดำเนินไปอีกยาวไกล

 

 

หมอศิริราช เล่าชีวิตผู้ป่วยโควิดในห้องความดันลบ สภาพจิตใจแทบสู้ไม่ไหว

การแผลงฤทธิ์ของโควิดต่อโรงพยาบาลในสมุทรสาครช่างรุนแรง แม้ช่วงนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นแรงงานต่างชาติจะอยู่ในโรงพยาบาลสนาม แต่ผู้ป่วยคนไทยที่จำนวนลดลงและผู้ป่วยแรงงานต่างชาติที่มีอาการมากจะถูกรักษาในโรงพยาบาลหลัก ประกอบกับผู้ป่วยอื่นของโรงพยาบาลช่วงนี้ต้องมีการคัดกรองโควิดอย่างเข้มงวด ทำให้โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในสมุทรสาครที่มีงานล้นมือ เกิดความขาดแคลนเครื่องช่วยหายใจ 

 

 

เมื่อได้รับแจ้งจากกลุ่มไลน์ผู้ใจบุญที่คอยสนับสนุนวัสดุและสิ่งของเครื่องใช้ในโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศและโรงพยาบาลหลักที่ต้องรับผิดชอบรพ.สนาม ได้ประสานงานจัดเตรียมเครื่องช่วยหายใจที่ยังพอจัดสรรให้ได้ 3 ตัว ปัญหาว่ามันเป็นการให้ยืมของข้ามหน่วยงานต้องได้รับอนุมัติจากหัวหน้าใหญ่ (ก็คนที่คอยแถลงข่าวทางการความคืบหน้าพ่อเมืองสาครนั่นแหละ) ในใจแอบคิดว่าถ้าไม่ให้จริงๆ จะหาทางหลบเลี่ยงอย่างไรได้บ้าง 

 

 


พอเอ่ยปากแจ้งไม่ทันขาดคำท่านตอบกลับมาทันทีว่า "ถ้าของเราพอใช้ แบ่งให้เขาไปทำประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่จำเป็นดีแล้ว ผมรับผิดชอบทั้งหมดเอง" หัวใจมันพองและฮึกเหิมขึ้นมาพลัน ใครมีหัวหน้าหน่วยงานแบบนี้คงยินดีภักดีองค์กรไม่เสื่อมคลาย รีบไปช่วยคนไกลที่เขารอเราอยู่เลยนะเจ้าเครื่องช่วยหายใจ พอส่งออกไปตอนเย็นยังไม่ทันไร ค่ำนี้ได้รับแจ้งว่าเครื่องได้ถูกนำไปใช้งานแล้ว

 

 

ภูมิใจกับทีมร่วมเมืองแมนเชสเตอร์ที่ขึ้นแท่นจ่าฝูงชั่วคราว แม้จะน้อยใจในวาสนาไปบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าประเคนแชมป์ให้ทีมเมืองอื่น ที่เดินไปไหนคนเดียวไม่เป็นเพราะใช้คำขวัญ You‘ll never walk alone คืนนี้สาวกผีอย่าลืมมาร่วมส่งใจกันใหม่นะ #saveประเทศไทยจากภัยโควิดระลอกสอง"

 

 

หมอศิริราช เล่าชีวิตผู้ป่วยโควิดในห้องความดันลบ สภาพจิตใจแทบสู้ไม่ไหว


อ่านโพสต์ต้นฉบับ