ยุค AI คัดคนเก่งกว่าเดิม เผยทักษะจัดการชีวิตสู้เกณฑ์เลิกจ้าง

ปี 2026 แรงงานไทยเสี่ยงตกงานพุ่ง 4 หมื่นคนต่อเดือน เมื่อ AI เข้ามาคัดคนทำงานยุคใหม่ เผยทางรอดด้วยทักษะ Work Life Intelligence เก่งทั้งงานและจัดการชีวิต
ปี 2026 แรงงานไทยเสี่ยงตกงาน พุ่ง 4 หมื่นคนต่อเดือน เมื่อ AI เข้ามาคัดคนทำงานยุคใหม่ เผยทางรอดด้วยทักษะ Work Life Intelligence เก่งทั้งงานและจัดการชีวิตเป็นเพื่ออยู่รอดในตลาดงานยุค K-Shape เช็กเลยที่นี่
ไทยเลิกจ้างพุ่ง สุขภาพจิตทรุด โลกงานยุค AI บีบคนต้องเก่งกว่าเดิม
ปี 2026 ประเทศไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดแรงงาน พร้อมกับหลายประเทศทั่วโลก เมื่อองค์กรใช้คนน้อยลง แต่คาดหวังมากขึ้น โลกการทำงานยุคใหม่ไม่ได้ต้องการแค่คนเก่ง แต่ต้องการคนที่ปรับตัวเป็น และจัดการชีวิตได้ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าทักษะที่จำเป็นในโลกยุคนี้ คือ ทักษะการทำงานแบบ Work Life Intelligence
หลายคนคงพอเห็นภาพแล้วว่าทุกวันนี้ เทคโนโลยี AI เข้ามาเร่งให้โครงสร้างการทำงานเปลี่ยนเร็วขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่องค์กรจำนวนมากเริ่มลดต้นทุน ปรับขนาดทีม และใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนแรงงาน ส่งผลให้รูปแบบการทำงานแบบเดิมไม่สามารถรับประกันความมั่นคงได้อีกต่อไป
ข้อมูลจากหลายสถาบันระดับโลกชี้ตรงกันว่า ภายในปี 2030 ทักษะที่จำเป็นในตลาดแรงงานจะเปลี่ยนไปถึง 70% (ทักษะงานเดิมหายไป ทักษะงานใหม่เกิดขึ้นมา) ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทยปีนี้ มีความเสี่ยงการเลิกจ้างในระบบสูงต่อเนื่อง โดยอาจมีคลื่นปลดพนักงานออกสูงถึง 40,000 คนต่อเดือน ขณะเดียวกัน วิกฤติสุขภาพจิตวัยทำงานก็เริ่มกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เมื่อองค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่า สภาพการทำงานที่กดดันและไม่สมดุล กำลังบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ด้าน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การเลิกจ้างแรงงานไทยในระบบประกันสังคม ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% ต่อปี โดยในปีที่ผ่านมา มีพนักงานบริษัทถูกเลิกจ้างกว่า 531,000 คน เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน ส่วนแนวโน้มในปี 2569 อาจมีการเลิกจ้างเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ Creative Talk, QGEN Consult และ AME Imaginative จึงร่วมกันจัดงาน People Performance Conference 2026 เพื่อนำเสนอแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า “Work Life Intelligence” ซึ่งถูกมองว่าเป็นทักษะสำคัญของคนทำงานยุค AI ที่ต้องมีเพื่อฝึกฝนทั้งทักษะด้านเทคโนโลยี และทักษะการจัดการชีวิตไปพร้อมกัน โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารจากหลายองค์กรร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของแรงงานไทย
โลกงานเกิด K-Shape คนที่ใช้ AI เป็นจะก้าวหน้าไว ใครปรับตัวไม่ทันจะถูกทิ้ง
สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง RGB72 และ CREATIVE TALK กล่าวว่า ในปี 2026 องค์กรไม่สามารถมอง AI เป็นเพียงเครื่องมือได้อีกต่อไป เพราะมันกำลังกลายเป็นเหมือนพนักงานคนหนึ่งที่ทำงานร่วมกับมนุษย์อย่างเต็มรูปแบบ
“วันนี้เราไม่ได้มองว่า AI เป็นแค่เครื่องมือ แต่มันคือ Digital Employee ที่เข้ามานั่งทำงานกับเรา สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการเกิดช่องว่างแบบ K-Shape ที่ชัดเจนมาก คนกลุ่มหนึ่งใช้ AI เป็นที่ปรึกษาเพื่อขยายศักยภาพตัวเอง ส่วนอีกกลุ่มที่ปรับตัวไม่ทันจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างรวดเร็ว”
ผู้ก่อตั้ง CREATIVE TALK ยังมองว่า โลกของการใช้ AI ได้ผ่านช่วงทดลองไปแล้ว และกำลังเข้าสู่ยุคของการวัดผลจริง เขาอธิบายเพิ่มว่า “ตอนนี้ไม่ใช่ช่วง Explore แล้ว แต่เป็นช่วง Evaluation เราเริ่มใช้ AI Agents ที่ทำงานแทนเราได้เกือบสมบูรณ์ หน้าที่ของคนทำงานจึงไม่ใช่แค่ต้องเก่งขึ้น แต่ต้องรู้ว่าจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรเพื่อเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง”
อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าประสิทธิภาพในการทำงานไม่สามารถแยกจากคุณภาพชีวิตได้อีกต่อไป เพราะเวลางานกับเวลาชีวิตส่วนตัวล้วนเชื่อมโยงกัน เมื่องานดี ชีวิตก็ดี ขณะที่เมื่อชีวิตดี งานก็ดีตาม นี่คือเหตุผลที่เราพูดถึง Work Life Intelligence เพราะคนทำงานต้องเก่งทั้งเรื่องงานและเรื่องชีวิตไปพร้อมกัน
เทคโนโลยีเปลี่ยนไว แต่คนตามไม่ทัน องค์กรจึงต้องการคนที่ทำงานเหนือกว่า AI
อภิชาติ ขันธวิธิ Co-founder ของ QGEN Consult เปิดเผยมุมมองส่วนตัวว่า ความท้าทายใหญ่ขององค์กรในปีนี้คือ แม้จะมีเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่พนักงานจำนวนมากยังไม่สามารถใช้ได้เต็มศักยภาพ
“หลายองค์กรมีเทคโนโลยีที่ดีมาก แต่ผลลัพธ์ไม่เกิด เพราะพนักงานตามไม่ทัน เมื่อ AI เข้ามาจัดการเนื้องานส่วนใหญ่แทนคนได้แล้ว บางแผนกอาจต้องใช้คนน้อยลง คนทำงานจึงต้องเปลี่ยนจากการทำงานแบบเดิม มาเป็นการทำงานเหนือ AI หรือเป็นผู้ควบคุม AI ให้เป็น”
เขามองว่า การ Up-skill และ Re-skill ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขในการอยู่รอด ถ้าทักษะเดิมเริ่มหมดอายุ แต่วัยทำงานไม่รีบสร้างคุณค่าใหม่ให้ตนเอง ก็อาจจะกลายเป็นส่วนเกินขององค์กรทันที คนทำงานยุคนี้จึงต้องเป็น Fast Learner เรียนรู้เร็ว และปรับตัวเร็ว
ในขณะเดียวกัน องค์กรเองก็ต้องเผชิญกับความย้อนแย้งในการบริหารมากขึ้น องค์กรต้องเร่งสปีดแข่งกับตลาด แต่ก็รับความเสี่ยงไม่ได้ ต้องการให้พนักงานอิสระ แต่ก็ต้องการผลงานเร็ว ความกดดันแบบนี้คือจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพจิตที่แย่ลง โดยเฉพาะอาการหมดไฟ
“ผมว่า แนวคิด Work-life integration แบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป วัยทำงานวันนี้ต้องเป็น Work Life Intelligence คือเก่งทั้งงาน และมีพลังในการใช้ชีวิตไปพร้อมกันครับ”
โลกงานไม่ใช่แค่เปลี่ยนเร็ว แต่กำลัง “คัดคน” เร็วขึ้นด้วย
มีผลสำรวจด้านแรงงาน นายจ้าง และสถานที่การทำงาน จากหลากหลายแหล่งที่มา ล้วนชี้ตรงกันว่า องค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาช่องว่างทักษะอย่างรุนแรง ยกตัวอย่างรายงานจาก World Economic Forum ระบุว่า
63% ของนายจ้างมองว่า Skill gap เป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดในการทำงาน
85% ขององค์กรกำลังเร่งอัปสกิลพนักงาน
70% เตรียมจ้างคนใหม่ที่มีทักษะตรงอนาคต
50% ต้องย้ายพนักงานจากงานที่กำลังหายไป ไปสู่งานใหม่
ขณะที่ผลสำรวจจาก LinkedIn ยังประเมินว่า ภายในปี 2030 ทักษะงาน 70% จะเปลี่ยนไป นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลการเลิกจ้างในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลกที่สะท้อนว่า โลกงานกำลังเข้าสู่ช่วงคัดเลือกอย่างเข้มข้น กล่าวคือ ปี 2025 มีการเลิกจ้าง 783 ครั้ง กระทบกว่า 245,000 คน ขณะที่ในปี 2026 ยังมีการปลดพนักงานออกต่อเนื่องอีกหลายหมื่นคน
ขอบคุณที่มาจาก : กรุงเทพธุรกิจ
ทักษะ Work Life Intelligence
1. AI-Driven Productivity (ฉลาดใช้ AI ทุ่นแรง)
ไม่ใช่แค่ใช้ AI เป็น แต่ต้องรู้ว่างานส่วนไหนควรให้ AI ทำ (เช่น งานซ้ำซ้อน งานวิเคราะห์ข้อมูล) เพื่อดึงเวลาของ "มนุษย์" กลับมาใช้กับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือใช้พักผ่อน
Skill: การเขียน Prompt ที่แม่นยำ และการเลือกใช้ AI Agents มาทำงานแทนเหมือนมีเลขาฯ ส่วนตัว
2. Energy Management (บริหารพลังงาน ไม่ใช่แค่เวลา)
คนเก่งยุคใหม่ต้องรู้ว่าช่วงไหนของวัน Brain Power สูงที่สุด แล้วใช้ช่วงนั้นทำงานที่ยากที่สุด ส่วนช่วงที่พลังงานต่ำให้ใช้พักผ่อนหรือทำงานง่ายๆ
Skill: การสังเกต Peak Performance ของตัวเอง และการหยุดพักก่อนที่จะ "หมดไฟ" (Burnout)
3. Adaptive Resilience (ความยืดหยุ่นทางจิตใจ)
ในโลกที่คนถูกเลิกจ้างง่ายขึ้น ทักษะการจัดการความเครียดและการยอมรับความเปลี่ยนแปลง (Growth Mindset) เป็นเรื่องสำคัญมาก
Skill: การแยกแยะความเครียดจากงานไม่ให้ลามไปถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว และการลุกขึ้นใหม่ได้ไว (Bounce Back)
4. Digital Wellness (สุขภาวะในโลกดิจิทัล)
ความสามารถในการ "ปิดสวิตช์" ตัวเองจากโลกการทำงานที่เชื่อมต่อตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาคุณภาพการนอนและสุขภาพจิต
Skill: การตั้งขอบเขตการทำงาน (Boundaries) และการทำ Digital Detox อย่างเป็นระบบ
5. Hybrid Collaboration (การทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อ)
การสื่อสารที่ชัดเจนผ่านเครื่องมือออนไลน์ โดยยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับทีมได้แม้ไม่ได้เจอหน้ากัน
Skill: การสื่อสารแบบอซิงโครนัส (Asynchronous Communication) ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ต้องรอประชุมตลอดเวลา




















