ทำความรู้จัก "โรคไข้หัดสุนัข" รักษาอย่างไรไม่ให้อันตรายถึงชีวิต

หลายคนเคยได้ยินชื่อโรคนี้มาบ้างแต่ยังไม่คุ้นเคยกับอาการของโรค เพราะอาการของไข้หัดสุนัขเบื้องต้นก็เหมือนกับเป็นไข้หวัดธรรมดา มีอาการซึม อ่อนแรง ไม่กินอาหาร แต่บอกเลยว่าไข้หัดอันตรายกว่ามาก
อาการของโรค
1.มีไข้สูง ซึม อ่อนแรง เบื่ออาหาร พบได้ในระยะแรกที่มีการฟักตัวของโรค
2.ระบบทางเดินหายใจ พบน้ำมูก เยื่อบุตาอักเสบ ตาแดง ตาแฉะ มีขี้ตา น้ำตาไหล ไอ จาม หายใจลำบาก ถ้าพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน น้ำมูกน้ำตาที่พบก็จะมีลักษณะขุ่น
3.ระบบทางเดินอาหาร มักจะพบว่าสุนัขอาเจียนและท้องเสีย แต่อาการจะไม่รุนแรงเหมือนการติดเชื้อลำไส้อักเสบ
4.ระบบผิวหนัง สุนัขจะมีตุ่มหนองกระจายตามตัว โดยจะพบมากบริเวณใต้ท้อง นอกจากนั้นในสุนัขที่มีการติดเชื้อแบบเรื้อรังจะพบว่าผิวหนังบริเวณอุ้งเท้าจะหนาตัวขึ้นมากกว่าปกติ
5.ระบบประสาท เมื่อเชื้อไวรัสกระจายเข้าสู่ก้านสมอง สมอง และไขสันหลัง จะทำให้สุนัขไม่รู้สึกตัว มีอาการกล้ามเนื้อกระตุก ปากกระดุก หัวกระตุก ชัก ร้องครวญคราง ควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวเองไม่ได้ อาการที่พบบ่อย ๆ คือสุนัขจะเกร็งและงับปาก
การรักษา
1.ให้ยาปฎิชีวนะ เพื่อควบคุมการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
2.ให้น้ำเกลือและสารอาหารเข้าทางหลอดเลือดดำเพื่อแก้ไขภาวะขาดน้ำและสารอาหาร
3.ให้ออกซิเจนในกรณีที่สุนัขมีอาการหายใจลำบากหรือขาดออกซิเจนเนื่องจากเกิดอาการปอดบวม
4.ให้ยาสงบประสาทหรือยาแก้ชักในกรณีที่สุนัขมีอาการทางประสาทจากการที่เชื้อไวรัสเข้าสู่สมอง
การติดเชื้อ
การหายใจเอาเชื้อที่ปะปนในอากาศเข้าไปเป็นการติดต่อของเชื้อไข้หัดสุนัขได้ง่ายที่สุด รวมถึงการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย น้ำตา อุจจาระ ปัสสาวะ หรือสิ่งคัดหลั่งอื่น ๆ โดยตรงก็สามารถติดต่อได้ สามารถพบอาการได้ทั้งชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง ทั้งในระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท และระบบผิวหนัง โดยการเกิดโรคมักจะรุนแรง อัตราการตายสูง โดยเฉพาะในลูกสุนัขอายุระหว่าง 6-12 สัปดาห์ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความไวต่อไวรัสชนิดนี้ ระยะฟักตัวของโรคในสุนัขจะเฉลี่ยประมาณ 7-14 วัน
การวินิจฉัยโรค
1.การตรวจหาเชื้อไวรัสโดยตรงในกระแสเลือด น้ำมูก น้ำตา และสิ่งคัดหลั่งต่าง ๆ วิธีนี้จะมีความแม่นยำสูงเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันและมีค่าใช้จ่ายสูง
2.การตรวจเลือด เพื่อดูภาวะติดเชื้อไวรัสในกระแสเลือด แต่วิธีนี้เป็นการตรวจที่ไม่เฉพาะเจาะจงและอ่านผลเลือดได้ไม่แน่นอน
3.การตรวจทางเซลล์วิทยา แต่มีความแม่นยำน้อยและไม่นิยมในปัจจุบัน
4.การตรวจวัดระดับภูมิคุ้มกันหรือแอนตี้บอดี้ของร่างกายที่มีต่อเชื้อไวรัส แต่การแปรผลอาจจะผิดพลาด ถ้าหากว่าสุนัขมีภูมิคุ้มกันที่ถ่ายทอดมาจากแม่หรือได้รับภูมิคุ้มกันจากการทำวัคซีน
การป้องกัน
1.แยกเลี้ยงสุนัขที่ไม่ทราบประวัติวัคซีนประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนนำมาเข้ากลุ่มกับสุนัขตัวอื่น
2.ฉีดวัคซีนลูกสุนัข โดยลูกสุนัขในกลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หัดสุนัขสามารถฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 1 ถึง 1/2 เดือน ส่วนลูกสุนัขโดยทั่วไปจะฉีดวัคซีนได้ในอายุ 2 เดือน หลังจากนั้นอีก 2 สัปดาห์ควรฉีดวัคซีนกระตุ้นซ้ำเพื่อให้ระดับภูมิคุ้มกันสูงพอที่จะป้องกันโรคได้
ที่มา : โรงพยาบาลสัตว์ตลิ่งชัน

อุทยานฯ ผาแดงเฝ้าระวัง 24 ชม. หลังพบรอยเท้าเสือโคร่งใกล้หมู่บ้าน

จำได้ไหม "น้องฟ้า โหนกระแส" เหยื่อนายจ้างโหด ล่าสุดหล่อขึ้นมาก

ขับฟรีช่วงหยุดยาว! รวมเส้นทางด่วน–มอเตอร์เวย์ฟรี สงกรานต์ 2569

'ซาบีดา' ลาออก สส. เลื่อน 'นิกร จำนง' ปาร์ตี้ลิสต์คนถัดไปขึ้นแทน
















