เตรียมเฮ! "ปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ" สรุปแล้ว ครม.เตรียมเคาะสัปดาห์หน้า

22 พฤศจิกายน 2566

รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เผยความคืบหน้า กรณี"ปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ" ระบุ ได้ข้อสรุปแล้ว เตรียมเคาะสัปดาห์หน้า ทั้งนี้จะให้ ครม.ตัดสินใจในเรื่องนี้ได้เลย...

เรียกได้ว่าบรรดาเหล่าข้าราชการต่างพากันลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ สำหรับกรณีที่มีข่าวออกมาว่าจะมีการ "ปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ" ล่าสุด นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการและลูกจ้างของรัฐ ตามข้อสั่งการของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง ที่ให้ไปศึกษาความเป็นไปได้

 

 

เตรียมเฮ! \"ปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ\"  สรุปแล้ว  ครม.เตรียมเคาะสัปดาห์หน้า

 

 นายปานปรีย์ พหิทธานุกร  รองนายกรัฐมนตรี  ระบุว่า 

 

 ขณะนี้ได้ใกล้ได้ข้อสรุปแล้วจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า (28 พ.ย. 2566) ตัดสินใจ ทั้งนี้ภายใน 1-2 วันนี้ตนเองจะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4 หน่วยงาน ได้แก่  กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง เพื่อสรุปข้อมูลทั้งหมดให้พร้อมที่จะเสนอ ครม.ในสัปดาห์หน้า

 

เรื่องนี้ใกล้แล้ว จะเข้าสู่การประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง แล้วจะเข้าครม.ในสัปดาห์หน้า โดยจะให้ ครม.ตัดสินใจในเรื่องนี้ได้เลย


ก่อนหน้านี้ แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ เป็นไปตามนโยบายการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่มีการหาเสียงว่าจะปรับขึ้นเงินเดือนของเด็กจบใหม่ปริญญาตรีเริ่มต้น 25,000 บาทต่อเดือนภายใน 4 ปีของรัฐบาล หรือว่าให้สามารถทำได้จริงตามเป้าหมายภายในปี 2570


ในการหารือกันของรัฐบาลยอมรับว่าหากมีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ ทั้งข้าราชการประจำ ลูกจ้างของรัฐ ข้าราชการทหาร ตำรวจ รวมทั้งข้าราชการเกษียณที่รับเงินบำเหน็จ บำนาญ จะต้องใช้เงินงบประมาณมากขึ้นถึงกว่า 1 แสนล้านบาท


ดังนั้นในระยะแรกแนวทางที่มีการเสนอคือใช้การปรับขึ้นเงินเดือนแบบทยอยปรับขึ้น โดยจะมุ่งไปที่เงินเดือนของข้าราชการที่มีรายได้น้อยก่อนซึ่งหากเริ่มในส่วนนี้จะใช้เงินงบประมาณไม่มาก ส่วนข้าราชการระดับสูงที่เงินเดือนมากแล้วก็จะได้รับการปรับขึ้นน้อยกว่า ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการใช้จ่าย ตามหลักการเงินเดือนน้อยควรได้รับการปรับขึ้นมากกว่าแล้วค่อยขยับเงินเดือนของข้าราชการที่มีเงินเดือนสูง  

ทั้งนี้แนวนโยบายนี้จะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อ ก.พ.ต้องมีการลดขนาดข้าราชการ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานด้วย เพราะปัจจุบันบางหน่วยงานมีการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอกนิกส์เข้ามาช่วยการทำงานจำนวนมาก แต่ก็ยังมีจำนวนข้าราชการมาก และมีความซ้ำซ้อนกันในการทำงาน ซึ่ง ก.พ.เองก็ต้องไปดูความเหมาะสมในการลดจำนวนข้าราชการลงด้วย


อีกทั้งจากการตรวจสอบข้อมูล จำนวนข้าราชการไทย ล่าสุด หลังจากคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ ได้เสนอให้ที่ประชุมครม. พิจารณา เมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2566 ที่ผ่านมา เกี่ยวกับมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ปี 2566 – 2570 พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการจ้างงานในส่วนของกำลังคนภาครัฐ รวมกว่า 3 ล้านคน แบ่งเป็นข้าราชการ จำนวน 1.75 ล้านคน


ประเภทอื่นที่ไม่ใช่ข้าราชการ (พนักงานจ้าง พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานกระทรวงสาธารณสุข พนักงานรัฐวิสาหกิจ และพนักงานองค์การมหาชน) จำนวน 1.24 ล้านคน


อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงสร้างวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2567 กำหนดกรอบวงเงินเอาไว้รวม 3.48 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นรายจ่ายประจำ ซึ่งรวมถึงเงินเดือนข้าราชการ และเงินเดือนลูกจ้าง เอาไว้ ภายใต้กรอบวงเงินรวม 2.61 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 75.28% ของวงเงินงบประมาณ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณก่อน  2.17 แสนล้านบาท