"หมอธีระวัฒน์" เตือนภัยเงียบ 30 ถึง 40 ความดันสูงไม่จัดการ สมองเสื่อมแน่

16 พฤศจิกายน 2566

"หมอธีระวัฒน์" ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ออกโรงเตือน ภาวะความดันโลหิตสูง เป็นภัยเงียบที่ผู้คนไม่ค่อยสนใจ 30 ถึง 40 ไม่จัดการ สมองเสื่อมแน่

จากรณีที่ก่อนหน้านี้ทางด้าน น.พ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผู้ที่มักจะออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บอยู่เสมอ ได้เคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊ก ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha  เผข้อมูลเกี่ยวกับ "ภาวะความดันโลหิตสูง" โดยโพสต์ข้อความ ระบุว่า 

 

"หมอธีระวัฒน์" เตือนภัยเงียบ 30 ถึง 40 ความดันสูงไม่จัดการ สมองเสื่อมแน่

30 ถึง 40 ความดันสูงไม่จัดการ สมองเสื่อมแน่

ภาวะความดันโลหิตสูง เป็นภัยเงียบที่ผู้คนไม่ค่อยสนใจทั้งนี้ มักมีความเข้าใจผิดว่าไม่เห็นมีปวดหัวเลย ก็ไม่จำเป็นต้องวัดความดัน

การที่ไม่ปวดหัวนั้น เป็นเพราะว่าความดันโลหิตนั้นค่อยๆไต่ระดับขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย จะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ทั้งสิ้น และในที่สุดแล้ว เส้นเลือดที่อ่อนนุ่มก็จะเริ่มแข็งโดยจะมีหินปูนมาจับหรือไม่ก็ตาม และนำไปสู่เส้นเลือดหัวใจตีบตันหัวใจวาย เส้นเลือดสมองตันเกิดอัมพฤกษ์ โดยที่ตัวรัายนี้สะสมอยู่นานเป็น 10 ปีค่อยเผยตัว

ความดันสูง ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสมอง ทั้งนี้มีหลักฐานชัดเจนขึ้นเรื่อยมา จากการตรวจคอมพิวเตอร์สมอง ด้วยวิธีต่างๆ โดยพบความเชื่อมโยงกันชัดเจนระหว่างความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้ควบคุมตั้งแต่อายุ 30 ถึง 40 ปี กับพยาธิสภาพ

ของอัลไซเมอร์ และสมองเสื่อมอื่นๆและความเปลี่ยนแปลงผิดปกติในสมองส่วนสีขาว

"หมอธีระวัฒน์" เตือนภัยเงียบ 30 ถึง 40 ความดันสูงไม่จัดการ สมองเสื่อมแน่

 

โดยการวัดการเคลื่อนตัวของน้ำ ตามเส้นไยของสมอง จากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกส่วน (fractional anisotropy) ประสิทธิภาพในการควบคุมปริมาณเลือดไปยังสมองส่วนต่างๆในแต่ละสถานการณ์ และช่องว่างรอบเส้นเลือดในสมอง ที่ปฏิบัติตัวเป็นท่อระบายขยะจากสมองไปทิ้ง และปริมาณ ของ free water

ความเปลี่ยนแปลงในเนื้อสมอง เส้นใยสมอง และหลอดเลือดในสมอง เหล่านี้มีความผิดปกติสะสมไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงวัยกลางคนที่ไม่ได้คุมความดัน โดยอายุตั้งแต่ 30 ถึง 40 ปี

ความดันโลหิตสูง อยู่ที่ระดับตัวบนคือ 130 และตัวล่างคือ 80 โดยที่ ในคนอเมริกันนั้น ประมาณกันว่ามีไม่ต่ำกว่า 44 ถึง 46% ที่มีความดันสูงโดยผู้ชายจะพบมากกว่าผู้หญิงอยู่บ้าง แต่เมื่ออายุเกิน 65 ปี ผู้หญิงจะเริ่มพบว่ามีความดันสูงกว่าผู้ชายเนื่องจากหมด ประจำเดือน ขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน

การที่รู้ตระหนักถึงความสำคัญที่ต้องคุมความดันตั้งแต่แรก จะทำให้ลดภาระในการต้องดูแลสุขภาพได้อย่างมหาศาล

การศึกษานี้รายงานในวารสารสมาคมแพทย์อเมริกัน JAMA network open 3 เมษายน 2023

โดยใช้ข้อมูลจากโครงการ kaiser healthy aging and diverse life experiences (KHANDEL) และ the study of healthy aging in African Americans (STAR) โดยรวบรวมกลุ่มประชากรทั้งเอเซีย คนผิวดำผิวขาว และลาติโน่ ทั้งนี้โดยตั้งสมมุติฐานว่าภาวะความดันที่เกิดขึ้นตั้งแต่อายุ 30 ถึง 40 จะมีผลกระทบกับดัชนีชีวภาพที่บ่งชี้สมองเสื่อม และ ความคงตัวในสภาพของสมองส่วนสีขาวซึ่งประกอบส่วนใหญ่ด้วยเส้นใยประสาท โดยการประเมินด้วย ภาพคอมพิวเตอร์สมอง

กลุ่มประชากรศึกษาจากทั้งสองโครงการ เริ่มมีการประเมินระหว่างปี 1964 ถึงปี 1985 และติดตามเรื่อยมา จนกระทั่งถึงปี 2017 และปี 2021 โดยมีประชากรในการศึกษานี้ 427 คนด้วยกัน

ผลการศึกษาพบว่า คนที่สูงวัย อายุประมาณ 75 ปีโดยเฉพาะในผู้ชาย จะมีความผิดปกติในสมอง ถ้ามีความดันสูงที่ไม่ได้ควบคุมตั้งแต่ยังอยู่ในวัย 30 ถึง 40 เมื่อเทียบกับคนที่ ไม่มีความดันสูง

ความผิดปกติที่เห็นชัดเจนคือ มีปริมาตรของเนื้อเปลือกสมองส่วนสีเทา (cortex) ยุบลงรวมถึงในสมองส่วนหน้าผาก และ ส่วนขมับ โดยทำให้ปริมาตรของเนื้อสมองนั้นลดลง และทำให้เห็นว่าช่วงโพรงน้ำในสมองมีขนาดใหญ่ขึ้น และมีความผิดปกติในเนื้อสมองส่วนสีขาว โดยวัดจากประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงการทำงานของสมองส่วนต่างๆ (brain connectivity) และ free water ดังที่กล่าวข้างต้น

การศึกษานี้ แม้ประชากรจะมีจำนวนไม่มากนัก แต่ก็มีการติดตามที่ดี แม้อาจจะมีข้อจำกัดอยู่ที่การศึกษาด้วยคอมพิวเตอร์สมองนั้น จะกระทำที่จุดเวลาเดียว ก็ตาม

แต่ผลของการศึกษานั้น อาจจะแสดงให้เห็นถึง ความแตกต่างกันระหว่างเพศชายและหญิง

โดยที่ผู้หญิงนั้นดูว่ามีความเป็นไปได้ที่ฮอร์โมนเพศหญิงจะสามารถป้องกันผล

กระทบของความดันสูงต่อการเหี่ยวฝ่อ ของสมองได้ จน เมื่อฮอร์โมนหมด และเพศสตรี ดูจะมีความแตกต่างกันในตำแหน่งของสมองที่ถูกกระทบจากความดันเมื่อเทียบกับเพศชาย

ความดันโลหิตสูงตัวบนที่เพิ่มขึ้น 5 มิลลิเมตร สัมพันธ์กับปริมาตรที่เหี่ยวลดลงของสมองกลีบขมับ (temporal cortex) ในขณะที่ความดันตัวล่างที่เพิ่มขึ้น 5 มิลลิเมตรจะสัมพันธ์กับความเหี่ยวย่นของสมองบริเวณกลีบข้างขม่อม (parietal cortex) มากกว่า

ผลของการศึกษานี้มีความคล้องจองกับรายงานที่วิเคราะห์รวบรวมการศึกษาประมาณ 30 ชิ้น ที่พบว่า ความดันสูง ตั้งแต่อายุไม่มากนี้ เกี่ยวข้องกับการเสื่อมของสมองในส่วนหน้าผาก

กลีบขมับ กลีบข้างขม่อม และกลีบขมับด้านในที่เรียกว่าฮิปโปแคมปัส ที่ เป็นที่เก็บความจำปัจจุบันหรือความจำระยะสั้น

และการศึกษาอีกหลายชิ้นพบความสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงของสมองส่วนสีขาวเช่นกัน

ทั้งหลายทั้งมวลเหล่านี้ ชี้บ่งไปถึง ความสำคัญที่จะต้องมีการสกรีน หรือคัดกรอง ภาวะสุขภาพตั้งแต่วัยหนุ่มสาว ที่จะเข้าอายุ 30 ปี ขึ้นไป และรีบควบคุมให้ได้

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความแต่เรื่องความดันอย่างเดียว

แต่เป็นเรื่องของน้ำหนักที่เราเรียกว่าดัชนีมวลกายสภาพความฟิต การใส่ใจออกกำลังกาย

ต้องไม่ริเริ่มบุหรี่อย่างเด็ดขาดและถ้ายังสูบอยู่ต้องเลิกในทันทีทันใด เรียกว่าหักดิบเพราะไม่มีใครตายจากการหักดิบบุหรี่

เหล้าถ้าดื่มไม่เป็นก็ไม่ต้องเริ่ม ถ้าดื่มอยู่สามารถลดปริมาณเป็นดื่มเพื่อสุขภาพได้คือวันละไม่เกิน 30 กรัมต่อวัน สามารถคำนวณได้จากปริมาณเปอร์เซ็นต์ของแอลกอฮอล์ ต่อปริมาตรของเครื่องดื่มนั้น

และเข้าใกล้มังสวิรัติที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

เพียงเท่านี้ประเทศไทยคนไทยจะมั่งคั่งสมบูรณ์และไม่ต้องเสียงบประมาณประเทศ ไปรักษาคนไทยที่เต็มไปด้วยคนป่วย และแถมด้วยว่าเมื่อไหร่จะจัดการฝุ่นพิษมลภาวะทางอากาศและทางอาหารจากสารเคมีปนเปื้อนได้สักที

 

ที่มาเฟซบุ๊ก ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha