ผู้โดยสารหัวเสีย เครื่องบินดีเลย์กว่า 4 ชั่วโมง ก่อนนักบินพูดสารภาพ

13 พฤษภาคม 2567

แบบนี้ก็ได้หรอ? ผู้โดยสารหัวเสีย เครื่องบินดีเลย์กว่า 4 ชั่วโมง ก่อนนักบินพูดสารภาพ เหตุผลล่าช้า ยิ่งทำให้โมโห

กำลังเป็นที่พูดถึงไปทั่วโลกออนไลน์ เมื่อมีรายงานว่าเหตุการณ์ที่หลายคนร้องอิหยังวะ หลังสายการบิน EasyJet สายการบินราคาประหยัดของอังกฤษ ซึ่งมีกำหนดบินจากลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ไปยังแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ได้แจ้งสาเหตุที่เที่ยวบินดีเลย์เป็นชั่วโมงๆ

 

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ตามรายงานระบุว่า กัปตันได้ประกาศอธิบายกับผู้โดยสารทุกคว่า เขาตัดสินใจเลื่อนเที่ยวบินออกไปเพื่อที่เขาจะได้จัดหาอาหารที่ดีกว่าให้กับลูกเรือของเขา ดังนั้นเขาจึงต้องกลับไปที่อาคารผู้โดยสาร และผ่านจุดตรวจรักษาความปลอดภัยและหนังสือเดินทางอีกครั้งเพื่อซื้อพิซซ่า


พร้อมกันนี้ นักบินบอกผู้โดยสารที่ไม่พอใจผ่านทางลำโพงว่า "ผมไม่สามารถเลี้ยงลูกเรือด้วยแซนด์วิชแย่ๆ 2 ชิ้นได้ เมื่อผมถามว่าผมสามารถแซงคิวเพื่อซื้อของให้ลูกเรือในขณะที่ผู้โดยสารรออยู่ได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ ผมเลยต้องต่อคิวจากคนเป็น 100 คน ขอขอบคุณสำหรับความอดทนของคุณ"


แน่นอนว่าผู้โดยสารโกรธมากกับพฤติกรรมและการอธิบายดังกล่าว ผู้โดยสารรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า เที่ยวบินแรกที่จะเดินทางกลับแมนเชสเตอร์ถูกยกเลิกส่งผลให้เกิดความวุ่นวายที่สนามบินลิสบอน จากนั้นก็ได้ไฟล์ทใหม่อีกครั้ง แต่ปัญหาไม่ได้จบเพียงแค่นั้น
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

 

"เมื่อลูกเรือมาถึงและเราขึ้นเครื่องบิน ลูกเรือประกาศว่าจะทำให้เกิดความล่าช้ามากขึ้นในการนำอาหารมาให้ลูกเรือ" ซึ่งทำให้นักบินตัดสินใจไปซื้ออาหารมาให้ลูกเรือเอง และทำให้เที่ยวบินล่าช้ายิ่งกว่าเดิม


ขณะที่ผู้โดยสารกล่าวว่า พวกเขาต้องนั่งบนเครื่องบินนานกว่า 1 ชั่วโมง โดยไม่สามารถหาอาหารให้ตัวเองหรือใช้ห้องน้ำบนเครื่องบินได้ และไม่มีบริการเครื่องดื่มเป็นการชดเชยด้วย


สรุปแล้วเที่ยวบินดังกล่าวล่าช้ากว่า 2 ชั่วโมง 50 นาที แต่ผู้โดยสารระบุว่า เที่ยวบินล่าช้ากว่าเวลาเดิมที่จองไว้ถึง 4 ชั่วโมง 29 นาที


อย่างไรก็ตาม ด้าน โฆษกของ easyJet กล่าวว่า รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจากการจัดเตรียมอาหารบนเครื่องไม่เพียงพอสำหรับลูกเรือ


"เราจำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าลูกเรือของเรามีอุปกรณ์เพียงพอบนเครื่อง เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย"

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล


ข้อมูลจาก Daily Mail