ข่าว

“พระที่นั่งพิมานรัตยา” หลังถูกใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระศพเจ้านาย ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

12 มิ.ย. 2569 | 09:09 น.
“พระที่นั่งพิมานรัตยา” หลังถูกใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระศพเจ้านาย ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ประดิษฐานพระศพเจ้านาย ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ กระทั่งในวาระการประกอบพระราชพิธีเกี่ยวกับพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้มีการโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา แห่งนี้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมแห่งราชสำนักไทย

บันทึกหน้าสำคัญครั้งแรกในรอบกว่า ๒ ศตวรรษ หากกล่าวถึง "พระที่นั่งพิมานรัตยา" หลายท่านที่ติดตามเรื่องราวในราชสำนักอาจคุ้นเคยดีว่า พระที่นั่งองค์นี้มีบทบาทสำคัญในพระราชพิธีสรงพระบรมศพและพระศพของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์มาโดยตลอดนับตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่ ๘ เป็นต้นมา

 

จากพระวิมานที่บรรทม สู่สถานที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญ ย้อนกลับไปในอดีต พระที่นั่งก่ออิฐถือปูนองค์นี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ เพื่อเป็นพระวิมานที่บรรทมของพระมหากษัตริย์ และเคยเป็นสถานที่ชุมนุมมหาสมาคมในสมัยรัชกาลที่ ๖ แต่ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน กลับไม่เคยปรากฏการใช้เป็นสถานที่ "ประดิษฐานพระศพ" ของเจ้านายพระองค์ใดมาก่อนเลย

 

ประดิษฐานพระศพเจ้านาย ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ กระทั่งในวาระการประกอบพระราชพิธีเกี่ยวกับพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้มีการโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา แห่งนี้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมแห่งราชสำนักไทย

 

ร่วมย้อนรอยประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า ขอพาทุกท่านไปร่วมย้อนอ่านบันทึก จุดกำเนิด และบทบาทหน้าที่ของ "พระที่นั่งพิมานรัตยา" จากอดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อทำความเข้าใจในราชประเพณีอันสืบเนื่องมาอย่างยาวนานร่วมกันค่ะ

 

พระที่นั่งพิมานรัตยา หลังถูกใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระศพเจ้านาย ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ “พระที่นั่งพิมานรัตยา” ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระศพเจ้านาย

.

“พระที่นั่งพิมานรัตยา” เป็นพระที่นั่งก่ออิฐถือปูน ทาสีขาว ยกพื้นสูง มีเสาลอยรับหลังคาโดยรอบ พระที่นั่งองค์นี้เชื่อมต่อกับพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทด้วยห้องโถงที่เรียกว่า "มุขกระสัน" ลักษณะเป็นห้องโถงยาวทอดยาวไปทางทิศใต้ เป็นพระที่นั่งยกสูง มีระเบียง 3 ด้าน คือ ด้านทิศตะวันออก ตะวันตกและด้านทิศใต้ รอบระเบียงเป็นเสาราย มีหลังคาเป็นชั้นลด 3 ชั้น ทรงไทยมุงด้วย กระเบื้องเคลือบสี มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ประดับ หน้าบันจำหลักรูปพระพรหมทรงหงส์ ซุ้มพระทวารเป็นซุ้มเรือนแก้วลายดอกพุดตาน และซุ้มพระบัญชรเป็นซุ้มทรงบันแถลง ปิดทองประดับกระจก

.

พระที่นั่งพิมานรัตยา หลังถูกใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระศพเจ้านาย ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

จุดกำเนิดของ “พระที่นั่งพิมานรัตยา” สืบเนื่องจากเหตุการณ์สำคัญในรัชกาลรัชกาลที่ ๑ เมื่อปี ๒๓๓๒ เกิดฟ้าผ่าบริเวณหน้ามุขเด็จ “พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมีหาปราสาท” จนเพลิงลุกลามไหม้เครื่องบน หลังคา และองค์พระมหาปราสาท ตลอดจนพระปรัศว์ด้านซ้ายได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

.

ภายหลังเหตุเพลิงไหม้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อถอนซากอาคารและก่อสร้างพระมหาปราสาทขึ้นใหม่ โดยมิได้จำลองรูปแบบเดิมทั้งหมด หากแต่ทรงปรับเปลี่ยนลักษณะสถาปัตยกรรมบางประการ พร้อมโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่ด้านหลังองค์พระมหาปราสาท และพระราชทานนามว่า “พระที่นั่งพิมานรัตยา”

.

พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ได้บันทึกไว้ว่า “...ปราสาทองค์ก่อนนั้นสูงใหญ่เท่าพระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท กรุงเก่า มุขหน้ามุขหลังนั้นยาวกว่ามุขข้าง และมุขเบื้องหลังนั้นอยู่ที่ข้างใน ยาวไปจดถึงพระปรัศว์ซ้ายพระปรัศว์ขวา พระมหาปราสาทใหม่นี้ ยกออกมาตั้ง ณ ที่ข้างหน้าทั้งสิ้น มุขทั้ง 4 นั้นก็เสมอกันทั้ง 4 ทิศ ใหญ่สูงเท่าพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ กรุงเก่ายกปะราลีเสียมิได้มีเหมือนองค์ก่อน แต่มุขเด็จยอดทั้ง 4 มุมนั้นยกทวยเสีย ใช้รูปครุฑเข้าแทนแล้วให้ฐาปนาพระที่นั่งขึ้นใหม่ข้างใน ต่อมุขหลังเข้าไปอีกหลัง 1 พอเสมอด้วยมุขปราสาทองค์เก่า พระราชทานนามว่า พระที่นั่งพิมานรัตยา แล้วทำพระปรัศว์ซ้ายขึ้นใหม่คงตามเดิม หลังคาปราสาทและมุข กับทั้งพระที่นั่งพิมานรัตยา พระปรัศว์ ดาดด้วยดีบุกเหมือนอย่างเก่าทั้งสิ้น ครั้นการพระมหาปราสาทลงรักปิดทองเสร็จแล้ว จึงพระราชทานนามปราสาทองค์ใหม่ว่า พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท...” 

.

ตลอดระยะเวลากว่าสองศตวรรษ “พระที่นั่งพิมานรัตยา” มีบทบาทสำคัญในพระราชพิธีและราชประเพณีของราชสำนักไทย ในอดีตเคยใช้เป็นพระวิมานที่บรรทมของพระมหากษัตริย์เมื่อเสด็จมาประทับ ณ หมู่พระมหาปราสาท โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เคยเสด็จมาประทับเป็นเวลานานถึงหนึ่งปี ในระหว่างการบูรณะหมู่พระมหามณเฑียร

.

ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖พระที่นั่งแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่ชุมนุมมหาสมาคมของพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารฝ่ายใน เพื่อเข้ารับพระราชทานอิสริยยศและเครื่องราชอิสริยาภรณ์

.

ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ ๘ ได้มีการประกอบพระราชพิธีสรงพระบรมศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยาแห่งนี้ และนับแต่นั้นเป็นต้นมา พระที่นั่งพิมานรัตยาจึงถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสรงพระบรมศพและพระศพของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์สืบต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

.

อย่างไรก็ตาม แม้พระที่นั่งพิมานรัตยาจะมีบทบาทสำคัญในพระราชพิธีเกี่ยวกับพระบรมศพและพระศพมาโดยตลอด แต่ไม่เคยปรากฏการใช้เป็นสถานที่ “ประดิษฐานพระศพ” ของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดมาก่อน

.

กระทั่งในวาระการประกอบพระราชพิธีเกี่ยวกับพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้มีการประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ภายหลังพระราชพิธีสรงพระศพ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพระที่นั่งแห่งนี้ที่ถูกใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระศพเจ้านาย อันถือเป็นหน้าสำคัญอีกหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ราชสำนักไทยและประวัติศาสตร์ของพระที่นั่งพิมานรัตยา

.

ขอบคุณที่มาจาก : โบราณนานมา

ข่าวล่าสุด

ข่าวเด่น

อุทยานฯ เร่งช่วยช้างป่าบาดเจ็บ หลังสิบล้อชนที่จันทบุรี

อุทยานฯ เร่งช่วยช้างป่าบาดเจ็บ หลังสิบล้อชนที่จันทบุรี

ต้นข้าว สุปรียา ล้วงไหงานรำลึกพุ่มพวง ครบรอบ 34 ปี ฮือฮาได้เลขสวย

ต้นข้าว สุปรียา ล้วงไหงานรำลึกพุ่มพวง ครบรอบ 34 ปี ฮือฮาได้เลขสวย

เพชร พุ่มพวง โชว์ให้เห็นชัด ๆ เลขหางประทัด งานรำลึกแม่ผึ้ง พุ่มพวง

เพชร พุ่มพวง โชว์ให้เห็นชัด ๆ เลขหางประทัด งานรำลึกแม่ผึ้ง พุ่มพวง

“พระที่นั่งพิมานรัตยา” หลังถูกใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระศพเจ้านาย ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

“พระที่นั่งพิมานรัตยา” หลังถูกใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระศพเจ้านาย ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง การถวายน้ำสรงและถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

ประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง การถวายน้ำสรงและถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ