The Nation ระดมผู้นำด้านการศึกษา นักนโยบาย และเยาวชน ฝ่าวิกฤตการศึกษาเหลื่อมล้ำ-ล้าหลัง

The Nation ระดมผู้นำด้านการศึกษา นักนโยบาย และเยาวชน ฝ่าวิกฤตการศึกษาเหลื่อมล้ำ-ล้าหลัง เฟ้นหาแนวทางใหม่ผลักดันการเรียนรู้ไทย
8 มิถุนายน 2569 เด็กไทยหนึ่งในสามยังอ่านหนังสือไม่คล่องเมื่ออายุสิบขวบ อัตราการว่างงานในกลุ่มเยาวชนพุ่งสูงขึ้น และกำลังแรงงานที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้ายังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเพียงพอ ท่ามกลางปัญหาด้านการศึกษาที่สั่งสมมาอย่างยาวนานนี้ The Nation ได้จัดเสวนาโต๊ะกลมขึ้น ณ โรงแรม Skyview กรุงเทพฯ ในชื่อ"Beyond the Classroom: Thai Education Beyond Borders"โดยรวบรวมผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา นโยบาย วิชาการ และตัวแทนนักศึกษา มาร่วมกันเผชิญหน้ากับสิ่งที่หลายฝ่ายเรียกว่า "วิกฤตเชิงระบบ" เพื่อร่วมระดมสมองแลกเปลี่ยนและเฟ้นหาแนวทางระบบการศึกษาไทยที่เป็นธรรม ทันสมัย และครอบคลุมอย่างแท้จริง ที่สามารถเข้าถึงทุกจังหวัดและทุกชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดหรือมีฐานะเช่นไร
เวทีเสวนาเปิดฉากด้วยการท้าทายผู้เข้าร่วมให้กล้าสร้างระบบใหม่ที่ก้าวข้ามข้อจำกัดด้านทรัพยากรและความเหลื่อมล้ำที่หยั่งรากลึกจาก อรอร อัครเศรณี กรรมการผู้จัดการของ The Nation และเจ้าภาพการประชุม โดยแสดงความเชื่อมั่นว่า "หากมีเจตจำนงที่แท้จริง ก็จะมีทางออกเสมอ"ซึ่งความมุ่งมั่นดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผู้ร่วมเสวนาเห็นพ้องว่าจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน
- ถอดรหัสความเหลื่อมล้ำและกรอบยุทธศาสตร์สู่อนาคต
จากประเด็นความเหลื่อมล้ำที่หยั่งรากลึก ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้เปิดเผยตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงอันเจ็บปวดว่า ประชากรไทยที่ร่ำรวยที่สุดร้อยละสิบ ใช้จ่ายเพื่อการศึกษาบุตรหลานมากกว่าประชากรที่ยากจนที่สุดร้อยละสิบถึงเจ็ดเท่าครึ่ง ผลลัพธ์ที่ได้คือสิ่งที่เรียกว่า "ความเหลื่อมล้ำสองมิติ" ซึ่งไม่เพียงส่งผลเสียต่อนักเรียนที่มาจากครอบครัวยากจน แต่ยังกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม พร้อมเรียกร้องให้เปลี่ยนทิศทางจากการผลิตบัณฑิตจำนวนมาก มาสู่การศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคตอย่างแท้จริง
สอดคล้องกับ จอมหทยาสนิท พงษ์เสฐียร ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายและแผนการศึกษาแห่งชาติสำนักนโยบายและแผนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้นำเสนอกรอบยุทธศาสตร์ของกระทรวงฯ ซึ่งครอบคลุมเสาหลักห้าประการ หรือ"LEARN"ได้แก่ การมีส่วนร่วมของผู้เรียน (Learning) การเสริมพลังครู (Empowering) การจัดสรรทรัพยากร (Allocation) การเข้าถึง (Reach) และเครือข่าย (Network) โดยมีการพัฒนาระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ที่ยืดหยุ่นเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสะสมคุณวุฒิข้ามสถาบันและเรียนรู้ได้ตลอดช่วงชีวิต
เจตจำนงทางการเมืองและบทบาทเทคโนโลยีในการปฏิรูป
ในมุมมองภาคการเมือง พริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน ระบุว่าระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันขาดทั้งประสิทธิภาพและความเห็นอกเห็นใจอย่างรุนแรง พร้อมเสนอให้มีการออกแบบการจัดสรรงบประมาณใหม่ทั้งหมด โดยเลิกใช้รูปแบบการจัดสรรรายหัวซึ่งเป็นโทษต่อโรงเรียนขนาดเล็กในชนบท และเรียกร้องให้ปรับปรุงหลักสูตรให้เท่าทันยุคหลังสมาร์ตโฟน ขณะที่ดร.การดี เลียวไพโรจน์รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เน้นถึงความสูญเสียที่เกิดจากความไม่มั่นคงด้านนโยบาย โดยชี้ว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการถึง 21 คน ซึ่งความไม่ต่อเนื่องนี้ทำให้การปฏิรูปอย่างมีนัยสำคัญเป็นไปได้ยาก พร้อมทั้งสนับสนุนให้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือปรับสมดุล โดยเปรียบเทียบว่า AI คือ"ไฟฟ้าชนิดใหม่"ที่มีศักยภาพในการลดช่องว่างการเรียนรู้ระหว่างเมืองและชุมชนห่างไกลได้
- การบ่มเพาะจิตใจ คุณธรรม และการทลายกำแพงอุดมศึกษา
นอกเหนือจากโครงสร้างและเทคโนโลยีแล้ว ผู้ร่วมเสวนาหลายท่านยังให้ความสำคัญกับมิติทางจิตใจ โดย ฮาร์ตันโต กูนาวัน (Hartanto Gunawan)ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้ชุมชน เตือนว่าประเทศไทยกำลังสูญเสียวัฒนธรรมแห่งความอบอุ่นและความยืดหยุ่นเนื่องจากการละเลย "การศึกษาด้านจิตใจ" พร้อมเสนอวิชาเสริมสร้างสุขภาวะ"ME101"(Mental Education)ไว้ในหลักสูตรแห่งชาติ เช่นเดียวกับนิศานาถ ธรรมเกษีรัตนาผู้อำนวยการโรงเรียนดิ อเมริกัน สกูล ออฟ แบงค็อก และ ดิ อเมริกัน กรีนวัลเลย์ แคมปัส กรุงเทพฯ ที่สนับสนุนว่าสติและวินัยทางจิตใจเป็นเครื่องมือที่ไม่มีต้นทุน แต่สามารถยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้และช่วยเด็กเยียวยาจากความบอบช้ำทางจิตใจได้
ทางด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ได้เชื่อมโยงค่านิยมด้านการศึกษาที่เสื่อมถอยกับวิกฤตสังคมและอัตราการเกิดที่ลดลง โดยเสนอให้เปลี่ยนจากการศึกษาที่มุ่งผลสอบ มาสู่การศึกษาที่ยึดคุณค่าและความเห็นอกเห็นใจเป็นศูนย์กลาง
สำหรับในระดับอุดมศึกษาและการทำงานศาสตราจารย์ ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เสนอแนวคิดเชิงโครงสร้างด้วยการควบรวมกระทรวงศึกษาธิการ กับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อสร้างเส้นทางการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ไร้รอยต่อ ขณะที่รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสีอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โต้แย้งว่ามหาวิทยาลัยต้องเน้นประสบการณ์ลงมือปฏิบัติและการเรียนรู้ร่วมกันมากกว่าการสอนจากบนลงล่างแบบเดิม
ด้าน ดร.อภิเทพ แซ่โค้ว รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ท้าทายให้สถาบันการศึกษาตั้งคำถามถึงผลตอบแทนจากการลงทุนด้านการศึกษา และออกแบบหลักสูตรที่พร้อมสำหรับการทำงานจริงร่วมกับภาคอุตสาหกรรมเสียงจากอนาคตและหนึ่งทศวรรษแห่งการลงมือทำสะท้อนส่งท้ายด้วยเสียงของคนรุ่นใหม่จากตัวแทนนักศึกษา โดย ไกร สาตรักษ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ปริญสิริ โยเฮือง จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกันวิจารณ์วัฒนธรรมการศึกษาที่บังคับให้เยาวชนต้องเลือกเส้นทางสายวิทย์หรือสายศิลป์อย่างตายตัว โดยไม่เปิดพื้นที่ให้ความสามารถเฉพาะตัว เช่น ดนตรี กีฬา หรืออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งสารของพวกเขานั้นชัดเจนว่า ระบบการศึกษายังไม่ไว้วางใจให้เยาวชนไทยได้กำหนดเส้นทางชีวิตของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองท่านได้สะท้อนปัญหานี้จากคนละมุมมองเพื่อเติมเต็มภาพสะท้อนให้สมบูรณ์ ซึ่งไกรมองในเชิงโครงสร้างและเนื้อหาหลักสูตร โดยชี้ว่าการยึดส่วนกลางเป็นมาตรฐาน (Standardisation) และการบริหารแบบบนลงล่าง กำลัง "ทำลายความโดดเด่นของเด็ก" และ "ตั้ง KPI ผิดจุด" จากการหมกมุ่นอยู่กับคะแนน PISA ทั้งนี้ ไกรได้ยกตัวอย่างเด็กน่านที่ต้องลาออกมาทำเกษตรโรงเรือน
ซึ่งเชี่ยวชาญอาชีพแต่ขาดความรู้วิทยาศาสตร์การเกษตรพื้นฐาน เพราะหลักสูตรมัวแต่สอนเรื่องนามธรรมอย่างแคลคูลัสหรือฟิสิกส์ขั้นสูง จึงเสนอให้กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น (Localising Education) และย้ำว่า"ยอมเห็นคะแนนสอบต่ำลง ดีกว่าเห็นเด็กไม่มีความสุขในการเรียน"
ขณะที่ ปริญสิริ เจาะลึกไปที่มิติความเหลื่อมล้ำและโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยสะท้อนจากประสบการณ์ตรงและคนใกล้ตัวว่า เด็กในชนบทและเด็กชายขอบยังคงเข้าไม่ถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เนื่องจากต้องใช้กำลังทรัพย์สูง แม้ภาครัฐจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ความจริงพิสูจน์แล้วว่าไม่เพียงพอ จนทำให้เด็กจำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาไปอย่างน่าเสียดาย
การประชุมโต๊ะกลมในครั้งนี้สิ้นสุดลงด้วยความรู้สึกเร่งด่วนร่วมกันว่า หากไม่มีการปฏิรูปที่มีความหมายภายในสิบปีข้างหน้า ประเทศไทยอาจเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาและคนรุ่นใหม่ที่ขาดทักษะ พร้อมเห็นพ้องให้มีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ การกระจายอำนาจงบประมาณ และการสร้างหลักสูตรที่ให้คุณค่ากับสติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ และความเห็นอกเห็นใจ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศเผชิญภาวะเศรษฐกิจซบเซาและคนรุ่นใหม่ขาดทักษะในอีกสิบปีข้างหน้า
งานเสวนาครั้งนี้ดำเนินรายการโดย ดร.ธีรธร ธาราไชย และ ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนชั้นนำ ได้แก่ เครือเจริญโภคภัณฑ์, บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน), เดอะมอลล์ กรุ๊ป, MFEC และ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM

บุกทลายโกดังบางพลี ยึดเครื่องสำอางเถื่อน 3 หมื่นชิ้นเฉียด 10 ล้าน

อัปเดตราคาทองช่วงบ่าย 9 มิ.ย. 69 ราคาทองมีปรับขึ้นอีก ครั้งที่ 8

โจรวิ่งราวสร้อยทองบางใหญ่ พบเป็นรายเดียวกับบางบัวทอง

ตัดสินแล้ว "คดีน้องมอลลี่" คอมเมนต์ถล่มยับหลังเห็นโทษ
















