ข่าว

กมธ.ฟอกเงินเรียก Webull ชี้แจงมาตรการ KYC สกัดช่องโหว่เงินมืด

06 มิ.ย. 2569 | 13:13 น.
กมธ.ฟอกเงินเรียก Webull ชี้แจงมาตรการ KYC สกัดช่องโหว่เงินมืด

กมธ.ฟอกเงิน สภาฯ เรียกผู้บริหาร Webull ชี้แจงมาตรการ KYC หลังพบเครือข่ายสแกมเมอร์ใช้แพลตฟอร์มเป็นทางผ่านเงินผิดกฎหมาย หวั่นกระทบความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร เดินหน้าตรวจสอบมาตรฐานการพิสูจน์และยืนยันตัวตนลูกค้า (KYC/CDD) ของบริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด หลังได้รับข้อร้องเรียนว่าระบบของแพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์อาจถูกนำไปใช้เป็นช่องทางพักและเคลื่อนย้ายเงินที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางการเงิน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หนังสือ "ด่วนที่สุด" ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ได้เชิญนายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการคัดกรองลูกค้า การป้องกันการฟอกเงิน และมาตรการควบคุมความเสี่ยงของบริษัท

กมธ.ฟอกเงินเรียก Webull ชี้แจงมาตรการ KYC สกัดช่องโหว่เงินมืด

คณะกรรมาธิการมองว่าประเด็นดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงข้อบกพร่องทางเทคนิคของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการลงทุนเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทยในภาพรวม หากบริษัทหลักทรัพย์กลายเป็นช่องโหว่ในระบบการเงินที่ถูกใช้โดยเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
 

  • แกะรอยเครือข่ายฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มลงทุน

การตรวจสอบครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากปฏิบัติการของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ที่ขยายผลจากคดีหลอกลวงข้าราชการเกษียณในจังหวัดปทุมธานี สูญเงินกว่า 1.4 ล้านบาท ก่อนพบเครือข่ายผู้เสียหายมากกว่า 30 ราย

ผลการสืบสวนพบว่าขบวนการดังกล่าวมีเงินหมุนเวียนที่ตรวจสอบเบื้องต้นได้มากกว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน และอาจสร้างความเสียหายรวมสูงถึง 1,000 ล้านบาทต่อเดือน โดยกลุ่มผู้กระทำผิดได้พัฒนารูปแบบการฟอกเงินจากการใช้ "บัญชีม้า" แบบเดิม ไปสู่การใช้โครงสร้างของตลาดทุนเป็นพื้นที่พักเงินและเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมาย

เจ้าหน้าที่พบว่าขบวนการใช้วิธีที่เรียกว่า "Poipet Circumvention" หรือการนำกลุ่มบัญชีม้าชาวไทยข้ามไปพำนักในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา เป็นเวลาหลายสัปดาห์ เพื่อทำหน้าที่สแกนใบหน้ายืนยันตัวตนและดำเนินธุรกรรมทางการเงินแทนเจ้าของบัญชีตัวจริง อันเป็นการหลบเลี่ยงมาตรการรักษาความปลอดภัยของสถาบันการเงินไทย

ปฏิบัติการดังกล่าวนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา 8 ราย ประกอบด้วยชาวไทย 7 ราย และชาวจีน 1 ราย พร้อมเข้าตรวจค้นเซฟเฮาส์ในคอนโดมิเนียมหรูย่านห้วยขวาง และสถานประกอบการที่ใช้เป็นฉากบังหน้าในการดำเนินกิจกรรมของเครือข่าย

นอกจากนี้ ผู้ต้องหาระดับสั่งการรายหนึ่งยังให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า เงินที่ได้จากการหลอกลวงถูกโอนผ่านแอปพลิเคชันซื้อขายหุ้น โดยไม่ได้มีการลงทุนในหลักทรัพย์จริง ทำให้ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากสังคมและนักลงทุนจำนวนมา  

  • Webull ยืนยันไม่เกี่ยวข้อง เร่งปิดช่องโหว่ภายใน 1 สัปดาห์

ภายหลังเกิดกระแสข่าว บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) ได้ออกมาชี้แจงว่า บริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฟอกเงิน และยืนยันว่าระบบ KYC ของบริษัทดำเนินการตามมาตรฐานที่กำหนดโดยหน่วยงานกำกับดูแล

นายชลเดช เขมะรัตนา ระบุว่า บริษัทมีทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท และเป็นบริษัทในเครือของ Webull Corporation ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แนสแด็กของสหรัฐฯ จึงต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการกำกับดูแลระดับสากลอย่างเคร่งครัด

บริษัทเปิดเผยว่าได้เร่งอุดช่องโหว่และปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์หลังพบปัญหา โดยมีมาตรการสำคัญ ได้แก่

-ยกเลิกระบบถอนเงินแบบเรียลไทม์ 100% และเพิ่มระยะเวลาตรวจสอบธุรกรรม
-นำระบบ AI Scoring Model มาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ
-เพิ่มกระบวนการตรวจสอบเชิงลึก (Enhanced Due Diligence: EDD) สำหรับบัญชีที่มีความเสี่ยง
-ใช้ฐานข้อมูลคัดกรองบุคคลความเสี่ยงสูงและบัญชีต้องสงสัยในระดับสากล
-ตรวจสอบย้อนหลังและพบบัญชีม้าประมาณ 40-50 บัญชี จากฐานลูกค้ามากกว่า 200,000 ราย หรือคิดเป็นไม่ถึง 0.03% ของลูกค้าทั้งหมด ซึ่งได้ดำเนินการปิดบัญชีและระงับการใช้งานแล้ว

  • ก.ล.ต. เตรียมยกระดับมาตรการทั่วอุตสาหกรรม

กรณีดังกล่าวยังกลายเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้หน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนเร่งทบทวนมาตรฐานป้องกันอาชญากรรมทางการเงินในอุตสาหกรรมทั้งหมด

โดย นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยก่อนหน่านี้ว่า เตรียมผลักดันมาตรการป้องกันภัยไซเบอร์และการฟอกเงินชุดใหม่ เพื่ออุดช่องโหว่ในกระบวนการยืนยันตัวตนของผู้ลงทุน

มาตรการสำคัญที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ได้แก่ การกำหนดให้การฝากและถอนเงินต้องผ่านบัญชีธนาคารที่ได้รับการตรวจสอบ การยกระดับระบบ KYC แบบเรียลไทม์ รวมถึงการเพิ่มบทลงโทษต่อผู้ประกอบธุรกิจที่ละเลยการควบคุมความเสี่ยงจนกลายเป็นช่องทางของเงินผิดกฎหมาย

การเข้าชี้แจงของผู้บริหาร Webull ต่อคณะกรรมาธิการในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ จึงถูกจับตาในฐานะบททดสอบที่สำคัญของระบบกำกับดูแลตลาดทุนไทย ว่าจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงินกับการป้องกันอาชญากรรมทางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางความท้าทายจากเครือข่ายมิจฉาชีพที่พัฒนากลยุทธ์ซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่องในยุคดิจิทัล

ข่าวล่าสุด

ข่าวเด่น

รู้ชนวนเหตุ "พี่สาว" ทะเลาะ "น้ององุ่น" ยิ่งเศร้าหนักกว่าเดิม

รู้ชนวนเหตุ "พี่สาว" ทะเลาะ "น้ององุ่น" ยิ่งเศร้าหนักกว่าเดิม

มีเตาปรุงน้ำเหล็กแล้วเหรอ? อรรถวิชช์ จี้ตรวจเข้มเหล็ก "ซินเคอหยวน" หลังกลับมาเปิดอีกครั้ง

มีเตาปรุงน้ำเหล็กแล้วเหรอ? อรรถวิชช์ จี้ตรวจเข้มเหล็ก "ซินเคอหยวน" หลังกลับมาเปิดอีกครั้ง

ชาวบ้าน เล่าทั้งน้ำตา พฤติกรรมพี่สาว สุดจะเชื่อทำน้ององุ่นได้

ชาวบ้าน เล่าทั้งน้ำตา พฤติกรรมพี่สาว สุดจะเชื่อทำน้ององุ่นได้

กมธ.ฟอกเงินเรียก Webull ชี้แจงมาตรการ KYC สกัดช่องโหว่เงินมืด

กมธ.ฟอกเงินเรียก Webull ชี้แจงมาตรการ KYC สกัดช่องโหว่เงินมืด

"ปอนด์" เปิดปากหลังถูกจับ ปมหนุ่ม 28 พร้อมคำสารภาพเรื่องพีค

"ปอนด์" เปิดปากหลังถูกจับ ปมหนุ่ม 28 พร้อมคำสารภาพเรื่องพีค