โป๊ะแตก บุกรวบหนุ่มไทย ฟอกเงินข้ามโลก เงินหมุน 4,000 ล้าน

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จับหนุ่มไทย เปิดบริษัทบังหน้า ฟอกเงินข้ามโลกผ่านคริปโต เงินหมุนเวียนกว่า 4,000 ล้านบาท
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ผนึกกำลัง ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม หนุ่มไทย เปิดบริษัทบังหน้า ฟอกเงินข้ามโลกผ่านคริปโต เงินหมุนเวียนกว่า 4,000 ล้านบาท
ผู้ต้องหา
1.นายเสริมศักดิ์ฯ อายุ 20 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ จ.325/2568 ลงวันที่ 19 ส.ค. 68
2.นางปริชาติฯ อายุ 51 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ จ.320/2568 ลงวันที่ 19 ส.ค. 68
ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน สนับสนุนฉ้อโกง, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น และยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากของตน ฯ
พฤติการณ์ เนื่องด้วยหน่วยสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐอเมริกา (Homeland Security Investigations) ของสหรัฐอเมริกา ได้ทำการสืบสวนคดีที่เกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ในลักษณะ Pig Butchering หรือการหลอกให้รักและลงทุน ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนหลายรายในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยจากการสืบสวน HSI สามารถอายัดเหรียญดิจิทัล USDT ได้มากกว่า 100 ล้าน USDT หรือประมาณ 3,200 ล้านบาท อีกทั้งยังพบว่าเส้นทางการเงินของขบวนการดังกล่าวเชื่อมโยงมาถึงกลุ่มบุคคลในประเทศไทย จึงได้ประสานข้อมูลมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอท. เพื่อขยายผลตรวจสอบกลุ่มเครือข่ายในประเทศไทย
เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอท. จึงเริ่มทำการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาทั้งสองรายมีพฤติการณ์ในการเปิดบริษัทบังหน้า โดยใช้บัญชีธนาคารของบริษัทรับเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จากนั้นจะทำการแลกเปลี่ยนเป็นเงินดิจิทัลสกุลต่าง ๆ แล้วโอนต่อไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) ตามที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์สั่งการ
ตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ผู้ต้องหาทั้งสองรายยังมีความเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงออนไลน์ในประเทศไทยมากกว่า 10 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 8 ล้านบาท มีทั้งคดีที่เกี่ยวกับการหลอกลงทุนและหลอกให้ทำภารกิจเพื่อหารายได้พิเศษ อีกทั้งยังพบว่าอยู่ระหว่างการหลบหนีหมายจับคดีฉ้อโกงออนไลน์ (หลอกลงทุนในหุ้น) ของ สภ.เมืองอุดรธานี
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ลงพื้นที่สืบสวนอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อวันที่ 22 เม.ย. 69 สามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองรายได้ที่บ้านพักในพื้นที่ อ.เคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี และได้ตรวจยึดพยานหลักฐานต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ สมุดบัญชีธนาคาร คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก รวมทั้งสิ้น 15 รายการ
จากการสอบถามนายเสริมศักดิ์ฯ ให้การว่าตนได้ขอให้นางปริชาติฯ (มารดา) ร่วมจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทขึ้นมาเป็น “ธุรกิจบังหน้า” โดยอ้างว่าดำเนินกิจการเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาด้านงานวิจัย แต่ในความเป็นจริงกลับนำบัญชีของบริษัทดังกล่าวมาใช้เป็นช่องทางในการรับแลกเหรียญดิจิทัล และรับฟอกเงินให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีผู้ว่าจ้างเป็นชาวจีน
โดยมีลักษณะการดำเนินการคือ การรับโอนเหรียญดิจิทัลผ่านเครือข่ายหนึ่ง ก่อนจะแปลงและโอนเหรียญดิจิทัลข้ามไปอีกเครือข่ายหนึ่ง (Cross-chain) เพื่ออำพรางเส้นทางการเงินและหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ โดยได้รับจ้าง 100 USDT ต่อการแปลงข้ามเครือข่ายมูลค่า 1 ล้าน USDT
จากการสืบสวนเชิงลึก ยังพบว่านายเสริมศักดิ์ฯ มีการทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกับบุคคลอื่นอีก 3 คน โดยแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ทั้งในส่วนของการหาลูกค้า การดูแลบัญชี และการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน โดยนายเสริมศักดิ์ฯ ทำหน้าที่โอนเหรียญดิจิทัลและโอนเงินบาท
จากการตรวจสอบพบว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค. 68 - ต.ค. 68 บัญชีกระเป๋าเงินดิจิทัลของนายเสริมศักดิ์ฯ มีเหรียญดิจิทัลหมุนเวียนรวมสูงถึงกว่า 4,000 ล้านบาท
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอเตือนภัยประชาชนให้ตระหนักถึงโทษตามกฎหมายของการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทั้งในรูปแบบของการยินยอมให้ใช้บัญชีธนาคาร การเป็นนายหน้าชักชวนให้เปิดหรือรับซื้อบัญชีธนาคาร รวมไปถึงการรับแลกเปลี่ยนเงินสกุลต่าง ๆ ให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์
การกระทำดังกล่าวถือเป็นการร่วมสนับสนุนการกระทำความผิดอาชญากรรมทางออนไลน์ โดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 2–5 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000–500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หากรับจ้างเปิดบัญชีม้า มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเกี่ยวข้องกับความผิดฐานฉ้อโกงหรือฟอกเงิน อาจต้องรับโทษหนักขึ้นตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
ช่องทางการติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
พ.ต.ต.จิรายุ วงศ์วิวัฒน์ สว.กก.2 บก.ปอท.
โทรศัพท์ 084-594-9514



















