ยายไม่รู้ลูกเสียชีวิตมาแล้ว 1 ปี แต่ยังคุยผ่านวิดีโอคอลทุกวัน

คุณยายวัยกว่า 80 ปีไม่รู้ลูกเสียชีวิตมาแล้ว 1 ปี แต่ยังคุยผ่านวิดีโอคอลทุกวัน รู้ว่าใครสวมรอยคุยแทนยิ่งสะเทือนใจ
กลายเป็นเรื่องราวสุดสะเทือนใจจากประเทศจีน เมื่อมีการเปิดเผยว่า คุณยายวัยกว่า 80 ปี รายหนึ่ง ใช้ชีวิตมาตลอด 1 ปีเต็ม โดยไม่รู้เลยว่า ลูกชายที่เธอคอยพูดคุยผ่านวิดีโอคอลอยู่ทุกวันนั้น แท้จริงแล้วได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ปีก่อนแล้ว
รายงานระบุว่า ลูกชายของครอบครัวนี้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิตกะทันหันเมื่อราว 1 ปีก่อน ท่ามกลางความโศกเศร้าของคนในบ้าน แต่ด้วยความที่ผู้เป็นแม่มีอายุมาก ร่างกายอ่อนแอ และสภาพจิตใจเปราะบาง ครอบครัวจึงตัดสินใจ ปิดบังข่าวการเสียชีวิตเอาไว้ เพราะเกรงว่าคุณยายจะรับความจริงไม่ไหว จนกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง
เพื่อไม่ให้คุณยายสงสัย คนในครอบครัวจึงหันไปพึ่งเทคโนโลยี โดยติดต่อทีมงานของ จาง เจ๋อเหว่ย ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีในจีน ให้ช่วยสร้าง AI จำลองภาพ เสียง และบุคลิกของลูกชายผู้ล่วงลับ ขึ้นมา จากข้อมูลที่ครอบครัวส่งให้ ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่าย คลิปวิดีโอ คลิปเสียง รวมถึงลักษณะการพูดและสำเนียงภาษาถิ่น
หลังใช้เวลาพัฒนาราวครึ่งเดือน ทีมงานสามารถสร้างภาพจำลองที่ใกล้เคียงกับตัวจริงได้อย่างมาก ทั้งหน้าตา น้ำเสียง โทนการพูด ไปจนถึงคำพูดติดปากเล็ก ๆ น้อย ๆ จากนั้นครอบครัวจึงบอกกับคุณยายว่า ลูกชายย้ายไปทำงานต่างเมือง งานยุ่งจนกลับบ้านไม่ได้ แต่ยังสามารถ วิดีโอคอลหากันได้เป็นประจำ
นับจากนั้น การคุยกับ “ลูกชาย” ผ่านหน้าจอแท็บเล็ตจึงกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของคุณยาย ทุกเช้าเธอมักจะถามสารทุกข์สุกดิบ คอยกำชับให้ลูกชายกินข้าว ดูแลสุขภาพ และใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่นเมื่ออากาศหนาว ขณะที่ AI ก็จะตอบกลับอย่างอ่อนโยน เช่น
“ผมสบายดีครับแม่”
“แม่ดูแลตัวเองด้วยนะ”
หรือ “รอผมหาเงินได้เยอะ ๆ แล้วจะกลับไปทดแทนบุญคุณนะครับ”
รายงานระบุว่า ตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา คุณยายมักใช้มือลูบหน้าจอพร้อมเรียกชื่อลูกชายด้วยความคิดถึงอยู่เสมอ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ครอบครัวก็มองว่า เทคโนโลยีนี้ช่วยให้เธอ เลิกร้องไห้ กลับมารับประทานอาหาร และใช้ชีวิตได้ตามปกติมากขึ้น แม้คนในบ้านจะต้องเก็บงำความจริงอันเจ็บปวดเอาไว้ตลอดเวลาก็ตาม
อย่างไรก็ตาม หลังเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็ได้จุดกระแสถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคมจีน โดยมีทั้งคนที่เห็นด้วยและกังวลในเวลาเดียวกัน
ฝ่ายที่สนับสนุนมองว่า เทคโนโลยี AI ลักษณะนี้สามารถเป็น ที่พึ่งทางใจ ให้กับผู้ที่มีสภาพจิตใจเปราะบาง หรือยังไม่พร้อมเผชิญกับการสูญเสียได้จริง โดยเฉพาะในกรณีของผู้สูงอายุที่อาจรับมือกับความเศร้าอย่างรุนแรงได้ยาก
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งคำถามเรื่อง จริยธรรม และผลกระทบระยะยาว เพราะแม้ AI จะช่วยเยียวยาความรู้สึกได้ชั่วคราว แต่ก็อาจกลายเป็นการ ยื้อไม่ให้ใครบางคนได้เผชิญหน้ากับความจริง และหากวันหนึ่งความลับถูกเปิดเผยขึ้นมา ก็อาจสร้างบาดแผลทางใจที่ลึกยิ่งกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่า เทคโนโลยีลักษณะนี้อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดได้เช่นกัน
ด้าน จาง เจ๋อเหว่ย ผู้สร้างระบบดังกล่าว ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า บางครั้งเขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็น “คนหลอกลวงความรู้สึก” แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็เชื่อว่า เทคโนโลยีนี้สามารถช่วยประคองจิตใจของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้จริง
เขาเปิดเผยว่า ตนทำงานในสายนี้มาแล้วราว 3 ปี และเคยรับเคสลักษณะคล้ายกันมาแล้วหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่ต้องการสร้าง AI ของลูกสาววัย 9 ขวบที่เสียชีวิตไปแล้ว หรือผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าหลังสูญเสียพ่อ และค่อย ๆ ดีขึ้นหลังได้ใช้เทคโนโลยีจำลองภาพและเสียงของคนรักเป็นเครื่องเยียวยาจิตใจ
แม้จะเป็นเรื่องที่หลายคนฟังแล้วรู้สึกสะเทือนใจ แต่กรณีนี้ก็สะท้อนให้เห็นชัดว่า ในยุคที่ AI เข้ามาใกล้ชีวิตมนุษย์มากขึ้นทุกวัน เทคโนโลยีอาจไม่ใช่เพียงเครื่องมือเพื่อความสะดวกอีกต่อไป หากแต่กำลังเข้าไปแตะพื้นที่ที่อ่อนไหวที่สุดของมนุษย์ นั่นคือ “ความรัก ความคิดถึง และการสูญเสีย”
และคำถามสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบตายตัวก็คือ ระหว่าง การปกป้องหัวใจของคนที่ยังอยู่ กับ การปิดบังความจริงของคนที่จากไป แบบไหนกันแน่ที่เรียกว่า “ถูกต้อง” มากกว่ากัน
ข้อมูลจาก orientaldaily.com

เช็กดวงเมือง 14 เม.ย.-11 พ.ค. 69 แนะวิธีรับมืออุบัติเหตุ-ฟืนไฟ

ยายไม่รู้ลูกเสียชีวิตมาแล้ว 1 ปี แต่ยังคุยผ่านวิดีโอคอลทุกวัน

เปิด 3 ราศีเกรด A+ หลังสงกรานต์ 69 เตรียมรับโชคใหญ่ เงิน-รักพุ่ง

8 เมษา วันสถาปนากระทรวงกลาโหม 139 ปี แห่งการปกป้องอธิปไตย
















