นครชัยทัวร์ปรับแผน 'หยุดเที่ยววิ่งขาดทุน' วอนรัฐช่วย

ผู้ประกอบการรถทัวร์โคราชโอดราคาน้ำมันพุ่ง แบกภาระขาดทุนทุกเที่ยวจนยื้อไม่ไหว เตรียมปรับกลยุทธ์ลดเที่ยววิ่ง 5 เส้นทางหลักเพื่อรักษาแคชโฟลว์
นครราชสีมา – วันนี้ (28 มีนาคม 2569) นายชัยวัฒน์ วงศ์เบญจรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัทนครชัย 21 และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัทนครชัยทัวร์ จำกัด เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับราคาสูงขึ้นอย่างมาก จนส่งผลกระทบรุนแรงไปทั่วประเทศขณะนี้ ว่า “จริง ๆ น้ำมันไม่ได้ปรับขึ้น 6 บาท แต่ปรับขึ้นจากฐานจริงไป 10 บาทแล้ว เพราะจากราคาเฉลี่ย 30 บวกลบ ก็ขยับขึ้นมา 50 สตางค์ และขึ้นมาอีก 3 บาทกว่า จนมาขยับอีก 6 บาท จึงกลายเป็นช่วงประมาณ 10 บาทแล้ว ไม่ใช่ขึ้นแค่ 6 บาทอย่างที่หลายคนเข้าใจ และราคาน้ำมันที่ขึ้นมาขนาดนี้ ก็เกินต้นทุนที่คำนวณราคาค่าโดยสารไว้แล้วด้วย แต่การจะปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร ทาง ผู้ประกอบการไม่มีสิทธิ์กำหนดราคาค่าโดยสารเอง ภาครัฐจะเป็นผู้กำหนด ซึ่งตอนนี้ก็คงกำลังพิจารณาช่องทางหลากหลายที่จะดำเนินการ ช่องทางแรกก็อาจจะอุดหนุนราคาน้ำมันอย่างที่เป็นข่าวออกมา แต่ถ้าอุดหนุน 4 บาทอย่างที่เป็นข่าว ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะยังทำให้ผู้ประกอบการวิ่งรถลำบากอยู่ ส่วนกรณีเรื่องการขึ้นค่าโดยสารภาครัฐกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาช่องทางหลายๆ ด้านอยู่
และในช่วงที่ยังเป็นสุญญากาศ ยังไม่มีมาตรการช่วยเหลืออะไรออกมา หรือมีมาตรการแล้วแต่ยังไม่ชัดเจน หรือ ยังไม่ลงมือปฏิบัติตามมาตรการช่วยเหลือดังกล่าว แต่ต้นทุนน้ำมันเพิ่มมา 10 บาทแล้ว ก็ทำให้ผู้ประกอบการวิ่งรถเริ่มขาดทุนมากยิ่งขึ้น เพราะตอนนี้ทุกๆ เที่ยวที่ออกให้บริการ ขาดทุนกันทุกวันอยู่แล้ว ต่อไปคงจะเห็นภาพทยอยลดเที่ยววิ่งได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งในส่วนของตน นครชัย 21 และนครชัยทัวร์ ได้ทยอยวางแผนลดเที่ยววิ่งแล้ว ด้วยเหตุผลว่า จำนวนเที่ยววิ่งที่มากแต่ละเส้นทางทำให้อัตราขาดทุนยิ่งสูง เพราะค่าเฉลี่ยค่าโดยสารที่กำหนดให้ตอนนี้ ต่อให้มีผู้โดยสารเต็มคัน กำไรก็ไม่เหลือ ฉะนั้นวิธีแก้ คือ เส้นทางไหนหรือเที่ยววิ่งใดที่มีผู้โดยสารน้อย ไม่เต็มจำนวนที่นั่ง ก็อาจจะต้องลดเที่ยวลง ระหว่างรอมาตรกรช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่จะโฟกัสลดจำนวนเที่ยวที่ขาดทุนลงก่อน จะต้องทำให้เลือดไหลออกน้อยที่สุด เพราะถ้าปล่อยให้เลือดไหลมากๆ ทุกเที่ยวตลอดเวลาอย่างนี้ คงยื้อเวลาได้ไม่นาน ฉะนั้น จึงต้องยืดเวลาด้วยการลดเที่ยววิ่งที่ไม่จำเป็นออก แต่ทุกสายทางมีรถโดยสารให้บริการเกินจำนวนที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขใบอนุญาตอยู่แล้ว จึงมีรถโดยสารให้บริการอย่างเพียงพอแน่นอน
ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ต้องเร่งกระบวนการเพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือออกมา และลงมาสู่การปฏิบัติอย่างเร็วที่สุดด้วย แม้ว่าแต่ละมาตรการจะต้องใช้ข้อมูลและใช้เวลาในการคิดคำนวณต้นทุนต่างๆ เพื่อหาจุดลงตัวที่เหมาะสมที่สุด แต่สถานการณ์ตอนนี้อยู่ในขั้นวิกฤตที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระฝ่ายเดียว หากภาครัฐไม่เร่งอุดหนุนหรือปรับราคาค่าโดยสารให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง จำนวนเที่ยวรถโดยสารสาธารณะจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้เดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งตนเชื่อว่า ภาครัฐก็พยายามทำเต็มที่อยู่ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างบีบรัดให้เร่งกระบวนการ ซึ่งปัจจัยหนึ่ง ก็คือ เทศกาลสงกรานต์ที่จะถึง จะมีพี่น้องประชาชนคนไทยและนักท่องเที่ยวเดินทางเป็นจำนวนมาก จะมีดีมานด์หรือมีความต้องการการเดินทางสูงมาก ภาครัฐก็รู้ว่า เทศกาลนี้จะต้องการใช้รถโดยสารสาธารณะจำนวนมาก แล้วทางออกของวิกฤติจะอยู่ที่จุดไหน จะขึ้นค่าโดยสารแล้วประชาชนจะแบกรับได้ไหม หรือถ้ารัฐจะมาอุดหนุนผู้ประกอบการ ก็ต้องดูว่า จะเอาเงินจากไหนมาอุดหนุน และอุดหนุนด้วยวิธีใด ปริมาณเท่าไหร่ที่ผู้ประกอบการจะสามารถให้บริการได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนผู้ประกอบการ ตนยืนยันว่าทุกบริษัทรับผิดชอบตามใบอนุญาตที่กำหนดไว้อยู่แล้ว และทุกบริษัทอยากเดินหน้าต่อ อยากวิ่งรถกันทั้งนั้น แต่ถ้าต้องวิ่งแล้วขาดทุนทุกเที่ยว ทุกวัน คงไม่มีใครที่จะมีสายป่านยาวพอที่จะวิ่งต่อไปได้จนข้ามเทศกาลสงกรานต์ จึงอยากส่งสาส์นบอกไปถึงภาครัฐ ว่า ผู้ประกอบคงแบกรับภาระได้ไม่นาน ดังนั้น รัฐจะต้องเร่งรัดหาวิธีมาช่วย ไม่ว่าจะเป็นการอุดหนุนค่าน้ำมันมาก่อน ที่พอจะเห็นเป็นรูปธรรมได้บ้าง หรือจะหาวิธีอื่นใด เพื่อให้สามารถผ่านวิกฤตไปได้ด้วยกัน ต้องเร่งคิด เร่งลงมือได้แล้ว
สำหรับนครชัย 21 และนครชัยทัวร์ และ 5 เส้นทาง ซึ่งตนก็เตรียมมาตรการลดเที่ยววิ่งทั้ง 5 เส้นทางแล้ว เพราะถ้าคนไม่เต็มคัน ก็ขาดทุนเยอะ ถ้าคนเต็มคัน ก็ปริ่มๆ ขาดทุนนิดหน่อย เนื่องจากอัตราค่าโดยสารที่รัฐคำนวณมาให้ต่อที่นั่ง มันไม่คุ้มกับต้นทุนที่มันสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่คงต้องพยายามวิ่งเท่าที่จะสามารถวิ่งได้ และถ้ารัฐอุดหนุนมาช่วยเพิ่ม ก็จะทำให้การประกอบกิจการเดินรถโดยสารคล่องตัวมากขึ้น เป็นการยืดเวลาออกไปเพื่อให้ยังมีรถบริการอยู่ และให้เรามีแคชโฟลว์มากพอ ดังนั้น ถ้ามาตรการของภาครัฐออกมาแล้วตรงประเด็น แก้ไขปัญหา จนกลับไปสู่ในจุดเดิมก่อนมีวิกฤตได้ ก็สามารถจะวิ่งรถได้ตามปกติ แต่หากมาตรการของภาครัฐมาแบบกึ่งๆ หมายความว่า ช่วยกันแชร์ เราก็เจ็บ รัฐก็ช่วย ถ้าอย่างนั้นก็อาจจะต้องปรับเที่ยววิ่งลงบ้าง แต่จะพยายามจะให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด
อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้มาตรการออกมาเร็วที่สุด เป็นมาตรการระยะสั้นที่ต้องทำก่อนเลย เสร็จแล้วถ้ามาตรการระยะสั้น ระบบมันยังไม่ดี ยังไม่เข้าที่เข้าทาง ก็อาจจะวางมาตรการระยะตามมาอีกที ว่า จะปรับแก้กันยังไง แบบไหน แต่ถ้าคุยอย่างเดียว หรือคิดอย่างเดียว แล้วปล่อยผ่านไปเรื่อย ๆ แบบนี้ ผู้ประกอบการจะแย่ก่อน ซึ่งหมายถึง คงต้องทยอยลดเที่ยววิ่งกันมากขึ้น จนถึงขั้นหยุดเดินรถก็เป็นได้ ฉะนั้น ภาครัฐต้องดันมาตรการช่วยเหลือที่ชัดเจนออกมาโดยเร็ว โดยเฉพาะ มาตรการระยะสั้น ที่ต้องทำทันทีก่อนถึงช่วงสงกรานต์ โดยเสนอให้รัฐอุดหนุนค่าน้ำมันหรือมีมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถให้บริการได้อย่างเต็มกำลัง เพราะหากภาครัฐนิ่งเฉย ไม่มีการช่วยเหลือที่ตรงจุด ผู้ประกอบการอาจจำเป็นต้องทยอย หยุดเดินรถ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนจำนวนมากที่ต้องเดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงสงกรานต์
ส่วนการปรับขึ้นค่าโดยสาร เป็นหน้าที่ที่ภาครัฐและผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาร่วมกัน ว่า ประชาชนจะสามารถแบกรับค่าโดยสารที่อาจต้องปรับขึ้นได้หรือไม่ หรือรัฐจะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระนี้อย่างไร แต่เบื้องต้นผู้ประกอบการพยายามรับมือด้วยการลดจำนวนเที่ยววิ่งลง เพราะแบกรับภาระกันไม่ไหวหากต้องเติมรถเข้าไปมากๆ ต่อวันในระยะยาว ซึ่งจะทำให้ช่วงเทศกาลสงกรานต์มีเที่ยวรถมาเสริมไม่มากเท่าช่วงก่อนเกิดวิกฤติ ส่งผลให้ระยะเวลาระบายผู้โดยสารในช่วงเทศกาลฯ ขยายเวลา ออกไปมากกว่าเดิม อย่างเช่น การระบายผู้โดยสารที่จะรอเที่ยวรถเดินทางไม่ให้ตกค้าง จากเดิมระบายเสร็จใน 1 วัน ทุกบริษัทช่วยกันเสริมรถมาช่วยระบายคนจนหมด แต่ครั้งนี้หากคนเยอะ แต่รถไม่พอ อาจจะต้องขยายเป็น 1 วันครึ่ง เป็นต้น” นายชัยวัฒน์ฯ กล่าว.

"ไฟดับ 29 มี.ค. 2569" กฟน. ประกาศดับไฟ 28 จุด กทม. สมุทรปราการ นนทบุรี

ยกย่อง ครูผู้ให้ เขียนพินัยกรรม มอบทรัพย์สินให้ลูกศิษย์

เดือด "แจ๊ส-บอล-นาย" ฟาดกลับปม ไอซ์ เมียเหน่ง ซัดคนหิวแสง

"หวยฮานอยวันนี้" 28/3/69 สด ผลหวยฮานอย ตรวจหวยฮานอยวันนี้ล่าสุด
















