DCT ส่งสัญญาณด่วนถึงรัฐ ปลดล็อกกฎ–ทุน–คน ดัน 10,000 สตาร์ตอัป สร้างอธิปไตยดิจิทัลไทย

DCT ส่งสัญญาณด่วนถึงรัฐ ปลดล็อกกฎ–ทุน–คน ดัน 10,000 สตาร์ตอัป พลิกโฉมประเทศไทยจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่การเป็น “ศูนย์กลางการพัฒนาและลงทุนด้านดิจิทัล” ในระดับภูมิภาค
ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ, 27กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดการลงทุน Data Center และ AI ทั่วภูมิภาค สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) โดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสผู้ร่วมก่อตั้งสภาดิจิทัลฯ พร้อมด้วย ม.ร.ว. นงคราญ ชมพูนุท ประธานสภาดิจิทัลฯ และคณะกรรมการ จัดการประชุม DCT Digital Policy Conference ข้อเสนอนโยบายจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมดิจิทัล ระดมความคิดเห็นจาก 6 ภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล เสนอนโยบายเร่งด่วน 5 ด้าน ยกระดับ “อุตสาหกรรมดิจิทัล” เป็นวาระแห่งชาติ พลิกโฉมประเทศไทยจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่การเป็น “ศูนย์กลางการพัฒนาและลงทุนด้านดิจิทัล” ในระดับภูมิภาค
นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสผู้ร่วมก่อตั้งสภาดิจิทัลฯ กล่าวถึงความสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมดิจิทัลในฐานะกลไกเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยระบุว่าการกำหนดนโยบายด้านดิจิทัลจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และกำลังคน สามารถตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งผลักดันให้ข้อเสนอจากอุตสาหกรรมดิจิทัลได้รับการบูรณาการเข้าสู่กระบวนการกำหนดนโยบายระดับชาติอย่างเป็นรูปธรรม
“ประเทศไทยมีศักยภาพที่นานาชาติให้การยอมรับ และเป็นจุดหมายปลายทางที่ธุรกิจขนาดใหญ่ระดับโลกให้ความสนใจ ด้วยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เชื่อมต่อกับเพื่อนบ้านอย่างลาวและเมียนมา ทำให้ไทยมีความโดดเด่นมากกว่าเพื่อนบ้านเช่น มาเลเซียหรือสิงคโปร์ในบางมิติ และมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอิทธิพลทางเทคโนโลยีในระดับสากลได้ไม่ยาก” นายศุภชัยกล่าว
ม.ร.ว. นงคราญ ชมพูนุท ประธานสภาดิจิทัลฯ กล่าวว่าอุตสาหกรรมดิจิทัลคือฟันเฟืองสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ แต่ไทยยังเผชิญความท้าทายทั้งด้านการขาดแคลนบุคลากรและการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติDCT จึงรวบรวมข้อเสนอจาก6 อุตสาหกรรมดิจิทัลหลัก ได้แก่
1.โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Infrastructure)
2.ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
3.ซอฟต์แวร์ (Software)
4.ดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content)
5.บริการดิจิทัล (Digital Services)
6.อุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices)
เพื่อนำเสนอ5 นโยบายเร่งด่วนในการเปลี่ยนประเทศไทยจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่การเป็น “ศูนย์กลางการพัฒนาและลงทุนด้านดิจิทัล” ในระดับภูมิภาค
สำหรับ 5 ข้อเสนอนโยบายเร่งด่วนที่ DCT จะส่งต่อถึงรัฐบาลเพื่อพลิกโฉมประเทศไทยจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่การเป็น “ศูนย์กลางการพัฒนาและลงทุนด้านดิจิทัล” ในระดับภูมิภาค
ประกอบด้วย นโยบายที่ 1 :
วางรากฐานกำลังคนดิจิทัลและความมั่นคงไซเบอร์ (Digital Workforce & Cyber Resilience)โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนบัณฑิตในสาขาSTEM ให้ถึง 50% และยกระดับทักษะการเขียนโปรแกรมของประชากรไทยเป็น 16% เพื่อรองรับการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI ในภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะด้าน Cybersecurity และการจัดทำมาตรฐานระดับประเทศในการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการต่ออายุและปรับปรุงมาตรการThailand Plus Packageเพื่อสนับสนุนการจ้างงานและพัฒนาทักษะกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ
นโยบายที่ 2 :
เสริมขีดความสามารถแพลตฟอร์มไทยและอธิปไตยทางด้านดิจิทัลของไทย (Digital Competitiveness & Digital Sovereignty)ส่งเสริมการพัฒนาแพลตฟอร์มและบริการทางดิจิทัลสัญชาติไทยให้แข่งขันได้ ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ และสร้างความแข็งแกร่งของมูลค่าทางเศรษฐกิจดิจิทัลของผู้ประกอบการไทย พร้อมเสนอให้ภาครัฐจัดทำระบบติดตามข้อมูลการนำเข้า–ส่งออกสินค้าและบริการดิจิทัลแบบบูรณาการ โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นศุลกากร และธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อประเมินดุลการค้าด้านดิจิทัลได้อย่างถูกต้อง และนำข้อมูลไปกำหนดมาตรการส่งเสริมผู้ผลิตในประเทศ รวมถึงใช้นโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการไทยผ่านมาตรการ “Made by Thailand” ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเทียบเคียงประเทศในภูมิภาค และทบทวนเงื่อนไขการเปิดตลาดดิจิทัลในความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
นโยบายที่ 3 :
จัดตั้งกลไกกำกับดูแล AI และเร่งการเติบโตของระบบนิเวศสตาร์ตอัป (AI Governance & StartupEcosystem) ผลักดันการดำเนินงานของNational AI Boardและการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI COE) ในด้าน Security และ Safety อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI ในภาคเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการกำหนดให้สตาร์ตอัปเป็นวาระระดับชาติ โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสตาร์ตอัปเป็น 10,000 รายพร้อมนโยบายเร่งพัฒนาสตาร์ตอัปไทย เช่น การส่งเสริมเงินทุนร่วมรัฐ–เอกชน (Government Co-Investment) ที่มีปริมาณและกระบวนการเทียบเคียงได้กับประเทศในภูมิภาค
นโยบายที่ 4 :
ส่งเสริมดิจิทัลเพื่อความยั่งยืนและการเข้าถึงบริการดิจิทัลอย่างเท่าเทียม (DigitalSustainability & Inclusive Transformation) ส่งเสริมการพัฒนาเว็บไซต์และบริการดิจิทัลของทั้งภาครัฐและเอกชนให้รองรับการใช้งานของกลุ่มผู้พิการตามมาตรฐานสากล (WCAG) พร้อมพัฒนาทักษะบุคลากรด้านการออกแบบบริการดิจิทัลที่ทุกคนเข้าถึงได้ และสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี และวางรากฐานสังคมดิจิทัลที่ครอบคลุมและยั่งยืน ให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงข้อมูลและบริการดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียมโดยสะดวกถ้วนหน้า
นโยบายที่ 5 :
ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันอุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital Industry Competitiveness) ครอบคลุม 6 ด้านหลักได้แก่
1.โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Infrastructure)เร่งกำหนดยุทธศาสตร์ Data Center และSovereign Cloudระดับชาติ พร้อมจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพิ่มศักยภาพ Connectivity และปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
2.ฮาร์ดแวร์ (Hardware)เร่งพัฒนาและผลิตเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ในประเทศ ลดการนำเข้า เน้นการผลิตชิปมูลค่าสูงพร้อมพัฒนากำลังคนที่มีทักษะบูรณาการทั้ง Hardware และ Software 3.ซอฟต์แวร์ (Software)สนับสนุนซอฟต์แวร์ไทยผ่านกลไกจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ สิทธิประโยชน์ทางภาษี เงินสนับสนุน และการสร้าง IP (Intellectual Property) เพื่อให้เกิดNational Software Champion 4.ดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content)จัดตั้งหน่วยงานกลางดูแลอุตสาหกรรม พร้อมพัฒนากลไกการรับรองมูลค่า IP เพื่อเพิ่มการเข้าถึงเงินทุน 5.บริการดิจิทัล (Digital Services)พัฒนาระบบติดตามธุรกรรมดิจิทัล พร้อมกำหนดนโยบาย AI/Data Sovereignty และส่งเสริมการใช้แพลตฟอร์มและผู้ให้บริการไทย 6.อุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices)ดึงดูดการลงทุนต่างชาติที่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง ตั้งเป้าหมายให้ไทยมีแบรนด์ของตนเอง โดยมีกลยุทธ์สนับสนุนการพัฒนา Digital/AI Platform ที่บูรณาการทั้ง Hardware และ Software เพื่อแข่งขันได้ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
ประธานสภาดิจิทัลฯ หรือ DCT ระบุว่า หากรัฐบาลรับข้อเสนอและกำหนดโรดแมปชัดเจน จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาล เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการไทย และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว
ในการนี้ ดร. เวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กล่าวว่า เศรษฐกิจดิจิทัลไทย มีความแข็งแกร่ง แข่งได้ เป็นกำลังสำคัญ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ในภาวะโตต่ำ
ด้าน นายสุทธิเกตติ์ ทัดพิทักษ์กุล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ประเทศไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลของภูมิภาค ด้วยความร่วมมือระหว่าง รัฐ–เอกชน -สถาบันการศึกษา ในการขับเคลื่อนการลงทุนด้าน Data Center, Cloud และ AIบนเวทีการประชุม DCT Digital Policy Conference ข้อเสนอนโยบายจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมดิจิทัล มีการจัดงาน Medtech Co-Creation Lab เชื่อมงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ และมอบรางวัล DCT Digital Ecosystem Partner Awards แก่พันธมิตรที่ร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศ สะท้อนบทบาทของ DCT ในฐานะ “กลไกกลาง” ที่เชื่อมภาครัฐ เอกชน และนวัตกรรม เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

นายจ้าง–ลูกจ้างเฮ เลื่อนจัดเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ฯ ออกไปอีก 3 เดือน

ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลวันที่ 16 ตุลาคม 2569 หวยรางวัลที่ 1 ออกอะไร

"หวยลาววันนี้" 16 ต.ค. 69 ตรวจผลหวยลาวพัฒนางวดล่าสุด ผลหวยลาว

ใจหาย "แพรรี่" แจ้งสูญเสียคุณพ่อกะทันหัน หลังเพิ่งส่งแม่ขึ้นสวรรค์
















