ข่าว

heading-ข่าว

ไขเงื่อนงำ “อาถรรพ์รัก 7 ปี” ความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูด

07 ม.ค. 2569 | 16:31 น.
ไขเงื่อนงำ “อาถรรพ์รัก 7 ปี” ความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูด

ไขเงื่อนงำ “อาถรรพ์รัก 7 ปี” ความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูด อาถรรพ์หรือความจริงอันโหดร้าย? เปิดด้านมืดของความรักหลังปีที่ 7

จากคำกล่าวคุ้นหู “อาถรรพ์รัก 7 ปี” วันนี้กำลังถูกตั้งคำถามใหม่ เมื่อข้อมูลทางการชี้ว่า ชีวิตคู่จำนวนไม่น้อยไปไม่ถึงจุดนั้น และจบลงก่อนครบ 5 ปีเสียด้วยซ้ำ หลังสถิติล่าสุดจากกระทรวงมหาดไทยไต้หวันเผยว่า อัตราการหย่าร้างพุ่งสูงเป็นอันดับ 2 ของทวีปเอเชีย สะท้อนความจริงอันโหดร้ายว่า ไม่ใช่แค่ความรักที่จืดจาง แต่เป็นผลจากแรงกดดันในการใช้ชีวิตที่ถาโถมจนระบบประสาทของมนุษย์รับไม่ไหว

 

ไขเงื่อนงำ “อาถรรพ์รัก 7 ปี” ความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

heading-ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลระบุว่า หลังการระบาดของโควิด-19 จำนวนคู่รักที่ตัดสินใจหย่าร้างเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2567 มีคู่รักจดทะเบียนหย่าสูงถึง 53,469 คู่ นับเป็นตัวเลขสูงสุดตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา จากเดิมที่สังคมเคยเชื่อใน “อาถรรพ์รัก 7 ปี” ปัจจุบันช่วงเวลาวิกฤตของชีวิตคู่กลับถูกย่นเหลือเพียง 5 ปี และพบว่า 1 ใน 3 ของคู่หย่าร้างแยกทางกันก่อนใช้ชีวิตคู่ครบ 5 ปีด้วยซ้ำ

 

นายแพทย์จาง เจียหมิง ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์และเวชศาสตร์ระดับโมเลกุล อธิบายว่า การแต่งงานคือการทำงานร่วมกันของ “ระบบประสาทสองชุด” เมื่อชีวิตต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งค่าครองชีพที่พุ่งสูง ภาระเลี้ยงดูลูก และการแข่งขันในที่ทำงาน สมองจะสลับเข้าสู่ “โหมดเอาตัวรอด” โดยอัตโนมัติ

 

ในสภาวะดังกล่าว ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดหรือคอร์ติซอลออกมามากผิดปกติ ส่งผลให้ความอดทน ความอ่อนโยน และความเห็นอกเห็นใจลดลงอย่างชัดเจน นายแพทย์จางระบุว่า หลายกรณีการหย่าร้างไม่ได้เกิดจากการไม่รักหรือไม่อยากรักษาความสัมพันธ์ แต่เป็นเพราะสมองเหนื่อยล้าจนหัวใจไม่เหลือพลังพอจะรักกันต่อ
 

ไขเงื่อนงำ “อาถรรพ์รัก 7 ปี” ความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูด

อีกปัจจัยสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ “ความแตกต่างทางพันธุกรรม” ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมและความต้องการในความสัมพันธ์ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก

  • กลุ่มที่มียีนตัวรับออกซิโทซิน (OXTR) ไวต่อความรู้สึก ต้องการความมั่นคงและความใกล้ชิด
  • กลุ่มที่มียีนตัวรับโดปามีน (DRD4) บางประเภท ชอบความแปลกใหม่ ความตื่นเต้น และการเปลี่ยนแปลง


เมื่อคนที่ต้องการความมั่นคงต้องใช้ชีวิตคู่กับคนที่แสวงหาความท้าทาย หากไม่เข้าใจพื้นฐานทางชีวภาพของกันและกัน ความต่างเล็กน้อยอาจกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรง โดยแพทย์ย้ำว่านี่ไม่ใช่ความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเพราะระบบประสาทของทั้งคู่ไม่สามารถปรับจูนเข้าหากันได้

 

ในยุคที่การหย่าร้างไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไป ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การเรียนรู้ที่จะ “รักอย่างสุขภาพดี” สำคัญกว่าการฝืนยื้อความสัมพันธ์ ผู้คนควรเริ่มจากการลดภาระให้สมอง เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อฟื้นฟูสมองส่วนหน้า และการแสดงความอ่อนโยนอย่างการกอดกันเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นสารแห่งความสุข การเข้าใจระบบประสาทของตนเองและคนรัก อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยประคองความสัมพันธ์ให้รอดพ้นจากแรงกดดันของชีวิตคู่ในยุคปัจจุบัน

ไขเงื่อนงำ “อาถรรพ์รัก 7 ปี” ความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูด
ข้อมูลจาก mirrormedia.mg

ข่าวล่าสุด

heading-ข่าวล่าสุด

ข่าวเด่น

สลดหมู่ 8 ศพ แหกโค้งห้วยเย็น ทางหลวงปัว–บ่อเกลือ เจ็บระนาว 11 ราย

สลดหมู่ 8 ศพ แหกโค้งห้วยเย็น ทางหลวงปัว–บ่อเกลือ เจ็บระนาว 11 ราย

พยานสาว 15 แฉหมดแล้ว นาทีรุมหนุ่ม 26 ดับคาร้าน มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

พยานสาว 15 แฉหมดแล้ว นาทีรุมหนุ่ม 26 ดับคาร้าน มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

แห่ชื่นชม เปิดยอด "จ๊ะ" ให้สัปเหร่อเกินคาด ไม่ลืมคนเบื้องหลัง

แห่ชื่นชม เปิดยอด "จ๊ะ" ให้สัปเหร่อเกินคาด ไม่ลืมคนเบื้องหลัง

ขนลุกทั้งโซเชียล ด.ญ. 8 ขวบอ้วกเป็นหนอน หมอเฉลยต้นตอจากห้องน้ำ

ขนลุกทั้งโซเชียล ด.ญ. 8 ขวบอ้วกเป็นหนอน หมอเฉลยต้นตอจากห้องน้ำ

สามีภรรยาป่วยมะเร็ง เพราะดื่มนม แต่รู้วิธีดื่มไม่แปลกใจ

สามีภรรยาป่วยมะเร็ง เพราะดื่มนม แต่รู้วิธีดื่มไม่แปลกใจ