สั่งเด้ง ตำรวจเมากร่าง "ทำร้ายสาวสอง" พร้อมสั่งยึดอาวุธปืนประจำตัว

11 พ.ย. 2564 เวลา 15:26 น.104

สั่งย้ายแล้ว ดาบตำรวจเมากร่าง "ทำร้ายร่างกายสาวประเภทสอง" สั่งคุ้มครองผู้เสียหาย พร้อมสั่งยึดอาวุธปืนประจำตัว

สืบเนื่องมาจากกรณีประเด็นข่าว "ตำรวจเตะสาวสอง" เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ชลบุรี มีตำรวจนายหนึ่งอยู่ในอาการเมาเหล้าก่อนใช้เท้าเตะเสยหน้าวัยรุ่น 1 ครั้งก่อนตะโกนลั่น "ไม่ชอบสาวประเภทสอง" คุยโวไม่กลัวใคร จะทำร้ายใครก้ได้ ล่าสุด ผู้การฯชลบุรี สั่งย้ายตำรวจคนดังกล่าวแล้ว

จากการที่โลกออนไลน์แชร์คลิปจากกล้องวงจรปิดเผยภาพตำรวจแต่งกายเครื่องแบบครึ่งท่อนพร้อมถือขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก่อนกระชากแขนสาวประเภทสองให้นั่งคุกเข่าที่พื้นก่อนเตะหน้า 1 ครั้ง ก่อนตะโกนลั่น "กูไม่ชอบกะเทย" และเกิดเหตุชุลมุนขึ้น โดยเป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2564 ที่ผ่านมา

 สั่งเด้ง ตำรวจเมากร่าง "ทำร้ายสาวสอง"

ต่อมา พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้ทราบเรื่องแล้วและได้ประสานไปยัง พ.ต.อ.สุรสิทธิ์ เนื่องจำนงค์ ผกก.สภ.แสนสุข  เบื้องต้นทราบรายละเอียดว่า ได้ทำการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง และเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาตำรวจที่ก่อเหตุแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างส่งตัวผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลจากนั้นจะมีการแจ้งข้อกล่าวหากับดาบตำรวจคนดังกล่าวตามขั้นตอนต่อไป ขณะเดียวกัน ผกก.สภ.แสนสุข ยังได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวน พร้อมเตรียมดำเนินการทางวินัยและอาญาผู้ก่อเหตุให้เด็ดขาด

-"ฮาร์ท สุทธิพงศ์" เข้ารับทราบข้อหา ม.112
-แฟนลูกยางเศร้า นักวอลเลย์สาวดาวรุ่งรัสเซียเสียชีวิตอย่างกะทันหัน
-คนร้ายปลิดชีพนักธุรกิจสาวใหญ่มอบตัวแล้ว เผยคำพูดทำฉุนขาดต้องลงมือ

affaliate-2

คืบหน้าล่าสุดวันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 มีรายงานว่า พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ กิจจาหาญ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ได้สั่งย้ายดาบตำรวจคนดังกล่าว เข้าประจำการที่สำนักงานตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีแล้ว เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ไปยุ่งกับคดีหรือข่มขู่ผู้เสียหายและยึดปืนประจำตัวของดาบตำรวจคนดังกล่าวไว้แล้ว พร้อมสั่งคุ้มครองผู้เสียหายเนื่องจากเกรงไม่ได้รับความปลอดภัย

 สั่งเด้ง ตำรวจเมากร่าง "ทำร้ายสาวสอง"

ส่วนคดีนั้นเป็นเพียงแค่ทำร้ายร่างกายผู้อื่น แต่เรื่องวินัยจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบความผิดด้านวินัย พร้อมส่งเรื่องให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณา เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

 ขอขอบคุณข้อมูลจาก Tnews