บังโฟล์ค เล่าเรื่องราวสุดขนลุก หลังเก็บมา 3 ปี ครั้งลงไปปล่องปริศนาถ้ำหลวง

12 ตุลาคม 2564

"บังโฟล์ค" หนุ่มกู้ภัยชาวสตูล ที่เคยร่วมสำรวจโพรงถ้ำ บริเวณถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เพื่อช่วยเหลือ 13 ชีวิตทีมหมูป่าอะคาเดมี่ เผยเรื่องราวสุดขนลุก หลังเก็บมา 3 ปี

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Folk Kamponsak Sassadee หรือ โฟล์ค กำพลศักดิ์ สัสดี ผู้ที่เคยร่วมสำรวจโพรงถ้ำ บริเวณถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เพื่อช่วยเหลือ 13 ชีวิตทีมหมูป่าอะคาเดมี่ ได้มาโพสต์เปิดเผยเรื่องราวที่เก็บไว้ 3 ปี ซึ่งระบุเรื่องราวว่า... ผ่านไปกว่า 3 ปี   ก็เพิ่งเปิดเผยครั้งแรก กับภาพของหลักฐานบางสิ่งทึ่ไม่คิดว่าจะถูกพบในถ้ำแห่งนึงเหนือสุดในประเทศไทย ใกล้ชายแดนพม่า สถานที่ซึ่งห่างไกลจากบ้านกว่า 1800 กิโลเมตร  ที่ทางเข้านั้นมีขนาดพอดีตัวและได้ถูกปิดตายพรางไว้ด้วยก้อนหินหนักหลายร้อยกิโลกรัม  มันถูกพบโดยบังเอิญจากทีมทหารเฉพาะกิจฝ่ายค้นหาพิกัดแนวถ้ำที่อาจสามารถเชื่อมต่อกับภายในถ้ำหลวงเขานางนอนเป็นระบบปล่องถ้ำลึกที่อยู่ในแนวขนานกับแนวของถ้ำหลวง  แต่ห่างกันในแนวดิ่งอย่างน้อยๆก็  200 เมตร  ซึ่งทีมทหารเฉพาะกิจจะสำรวจและทำพิกัดปล่องถ้ำไว้ให้แต่ละแห่ง

บังโฟล์ค เล่าเรื่องราวสุดขนลุก หลังเก็บมา 3 ปี ครั้งลงไปปล่องปริศนาถ้ำหลวง  

ส่วนการโรยตัวลงสำรวจถ้ำนั้นจะเป็นงานของฝ่ายลงสำรวจที่เชี่ยวชาญเรื่องถ้ำโดยเฉพาะ   และหลักฐานที่ค้นพบในถ้ำแห่งสุดท้าย  นั้นก็ตรงกับคำบอกเล่าของชาวเขาในพื้นที่ท่านนึง ซึ่งได้เจอก่อนหน้าลงสำรวจถ้ำแห่งนี้เพียง 2 วัน  ในระหว่างเดินทางถ่ายภาพหุบลึกหลังภูเขานางนอนในมุมสูงเพื่อคาดคะเนแนวถ้ำจากชายแดนช่วงหมู่บ้านผาหมี - ผาฮี้   ท่านผู้นั้นเล่าว่า เมื่อหลายสิบปีก่อนสมัยยังไม่มีถนนขึ้นดอยผาหมี  ได้เคยเดินป่าไปเจอชาวพม่าคนนึงในหุบเขานางนอน   บนบ่าแบกกระสอบที่เลอะโคลน เนื้อตัวมอมแมม   เมื่อได้สอบถามว่าได้อะไรมา  เขาก็บอกตรงๆว่าได้ทองมาเยอะ พลางวางกระสอบแล้วหยิบก้อนหินสีขาวนวลมาให้ดูแล้วก็เคาะมันจนแตก  จนได้เห็นว่ามีเกล็ดโลหะสีทองอยู่ภายในก้อนหิน แล้วชาวพม่าก็บอกว่าจะเอาไปถวายวัด  ไม่ต้องไปหาหรอกขนมาหลายเที่ยว ไม่มีอีกแล้ว ก่อนจะเดินทางข้ามเขากลับไป ชาวเขาท่านนั้นก็เคยไปตามหาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยเจออะไรที่ใกล้เคียงเพราะถ้ำนั้นมีมากมายหลายรูปแบบตลอดแนวเทือกเขากับความกลัวสิ่งลึกลับในถ้ำต่างๆที่ร่ำลือกันมานาน  และไม่ได้เข้าไปลึกมากนักกลัวจะมีอันตรายต่างๆ 

 

จนถึงภารกิจสำคัญในการหาปล่องถ้ำที่เชื่อมต่อกับภายในถ้ำหลวง  กว่า 10 วันที่ลงพื้นที่รอบภูเขานางนอน  กว่า  20 ปล่องถ้ำที่ลงสำรวจ  บางปล่องลึกแค่ไม่กี่เมตร ปล่องลึกที่สุดนั้นคือ 500 เมตรแนวดิ่ง จนในปล่องถ้ำสุดท้ายของวันที่ 10 นั่นเอง   ในสุดเส้นทางที่ลึกสุดของถ้ำสุดท้ายที่ลงกันมาเพียงสองชีวิต ลึกลงมาในระยะแนวดิ่งกว่า 100 เมตร พลางเช็คระดับออกซิเจนว่าเพียงพอกับภารกิจหรือไม่  ก็ได้พบกับช่องพอดีตัวในมุมสุดท้าย ช่องทางมันพอดีในระดับที่ว่าต้องรอบสะเอวไม่เกิน 32 เท่านั้น  ไม่งั้นคืออาจจะออกกลับไม่ได้  เมื่อผ่านช่องลงไปได้  ก็ได้พบกับห้องโถงที่ประหลาดจนเกินกว่าจะเป็นถ้ำธรรมดาทั่วไป  ลักษณะโถงคล้ายอยู่ในโดมเพดานเตี้ยไม่ถึง 2 ม.   ที่มุมด้านนึงมีคล้ายแท่นพิธีกรรมบางอย่าง 

บังโฟล์ค เล่าเรื่องราวสุดขนลุก หลังเก็บมา 3 ปี ครั้งลงไปปล่องปริศนาถ้ำหลวง

มันเหมือนมีร่องรอยถูกใช้งานที่ผิดธรรมชาติ  ค่อยๆเดินเข้าไปใกล้พิจารณาว่ามันคือสิ่งใด  ก่อนจะมีเสียงตะโกนสอบถามจากคู่บัดดี้ที่สแตนบายรอรายงานพื้นที่   ถึงกับลืมที่จะตอบกลับไปเพราะในใจนั้นทั้งตื่นเต้น  ตระหนก  และเริ่มกลัวกับสิ่งที่พบ  พลางนึกถึงสิ่งที่ได้ยินมา  ที่นึกได้ทันทีคือ  รีบวางไฟฉายลงบนพื้น  วางให้แสงสาดแนวพื้นผิวเพื่อตรวจสอบว่ามีรอยเท้าของใครก่อนหน้านี้หรือไม่ร่องรอยย่ำในถ้ำนั้นสามารถคงอยู่ได้นานนับสิบปีหรืออาจจะ 100 ปี แต่ก็ไม่มีเลยสักร่องรอยเดียว  มันใหม่สดทุกตารางเมตร  มีเพียงรอยเท้าของตนเองที่ย่ำเข้ามาจนเห็นได้ชัด ก่อนจะหันไปเห็นบางอย่างถูกวางบนพื้นที่มุมสุดทาง  ก็ทำให้ยิ่งขนลุก   ก่อนจะรู้สึกตัวมากขึ้นแล้วตะโกนกลับไปยังคู่บัดดี้ว่า "โอเค  เจอบางอย่าง  ขอสำรวจ 5 นาที"

บังโฟล์ค เล่าเรื่องราวสุดขนลุก หลังเก็บมา 3 ปี ครั้งลงไปปล่องปริศนาถ้ำหลวง

สิ่งที่เจอ  มันคือผืนกระสอบที่ถูกตัดเป็นสี่เหลี่ยมวางอย่างเรียบร้อย  ผิวเปียกชุ่มจากน้ำที่หยดลงมาจากเพดาน  มีขนาดพอดีกับการนั่งได้   แล้วก็เผลอใจล่องลอยไปทำในสิ่งที่ไม่ควรจะทำ ก็คือไปสัมผัสมัน  พลางหยิบขึ้นพลิกไปมา แล้วถ่ายภาพ  ก่อนจะวางที่เดิม  ชิ้นกระสอบ ท่องในใจเงียบๆ   แล้วก้อนหินสีขาวล่ะ พลางสาดไฟฉายขึ้นเพดาน  ก็ได้พบกับก้อนหินสีขาวหลากหลายขนาดที่ถูกตรึงฝังติดแน่น  พยายามจะดึงออกมาก้อนนึงแต่ไม่สามารถดึงออกได้ จนได้ยินเสียงคู่บัดดี้ตะโกนเตือนอีกครั้งว่าหมดเวลาแล้ว ต้องรีบเดินทางออก เหมือนใจยังเหม่อลอย  ถ่ายภาพไว้เพียงก้อนหินสีขาวที่ใกล้ตัวที่สุดมาเพียงภาพเดียว  นอกนั้นคือลืมหมด ก่อนจะปีนป่ายมุดออกมาทางช่องแคบๆนั้น  จนเมื่อปีนป่ายผนังถ้ำที่สูงลิบจนมาถึงปล่องแคบๆซึ่งเป็นทางเข้าก็มุดตัวลอดออกมาเป็นคนสุดท้าย   ทีมงานคนอื่นๆอีกกว่า  20  ชีวิต ที่สแตนบายระบบและเฝ้าระวังเหตุฉุกเฉินที่ปากถ้ำ ต่างรอรายงานสภาพถ้ำภายใน แต่ก็รายงานไปเพียงว่าปล่องนี้มีสองช่องทาง เส้นทางแรกเป็นระบบถ้ำเหวที่ดิ่งลึกมากน่าจะลึกเกิน 100 ม. เว้นไว้ลงสำรวจพรุ่งนี้  ส่วนอีกเส้นทางคือทางตัน  เหมือนจะพบทองยุ่กองนึง หลายคนที่ได้ยินคงนึกว่าเป็นมุขขำขัน เลยหัวเราะกันครื้นเครง จนเผลอหัวเราะตามไปด้วย เมื่อเก็บอุปกรณ์เสร็จ  ก็เริ่มทะยอยออกจากพิกัด  แต่ในระหว่างนั้น  มีหน่วยทหารทีมนึงถามว่า จะให้ปิดปากถ้ำก่อนไหม  จะงัดหินก้อนเดิมมาปิดไว้เพื่อป้องกันไม่ให้มีตัวอะไรเข้าไปได้พรุ่งนี้จะมาเปิดให้ใหม่  ก็เหมือนใจล่องลอยพูดไปแบบไม่ทันคิดอะไรมาก  บอกไปว่า ปิดให้สนิทเหมือนเดิมที่สุด  เพราะพรุ่งนี้อาจจะไม่ได้มาที่นี่อีก  และก็ไม่ได้มาที่นี่จริงๆ  เพราะหลังจากนั้นอีก 1 ชม. ขณะเดินทางกลับด้วยรถกระบะออฟโรดไต่ขึ้นเส้นทางขอบเหวลึก  รถก็ประสบอุบัติเหตุถนนถล่มจนพลิกคว่ำตกเหว

บังโฟล์ค เล่าเรื่องราวสุดขนลุก หลังเก็บมา 3 ปี ครั้งลงไปปล่องปริศนาถ้ำหลวง

บังโฟล์ค เล่าเรื่องราวสุดขนลุก หลังเก็บมา 3 ปี ครั้งลงไปปล่องปริศนาถ้ำหลวง

บังโฟล์ค เล่าเรื่องราวสุดขนลุก หลังเก็บมา 3 ปี ครั้งลงไปปล่องปริศนาถ้ำหลวง

บังโฟล์ค เล่าเรื่องราวสุดขนลุก หลังเก็บมา 3 ปี ครั้งลงไปปล่องปริศนาถ้ำหลวง

ขอบคุณเฟซบุ๊ก Folk Kamponsak Sassadee 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก Tnews