เผยสาเหตุรู้ตัว หมู่บ๊อบปล้นทองบิ๊กซีปากช่อง ที่แท้ฝีมือเพื่อนร่วมงาน

03 ก.ย. 2564 เวลา 19:42 น.

เผยสาเหตุรู้ตัว หมู่บ๊อบปล้นทองบิ๊กซีปากช่อง ที่แท้ฝีมือเพื่อนร่วมงานจับพิรุธจากรูปร่าง ท่าทางของคนร้าย ก่อนจะจับสังเกตได้ว่ารูปพรรณสัณฐานคล้าย ส.ต.ท. อนุชา

จากกรณีเหตุการณ์ระทึก คนร้ายบุกเดี่ยวใช้ปืนปล้นทองในห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีปากช่องและยิงเจ้าของร้านทองได้รับบาดเจ็บ กระทั่งวันถัดมาสามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตตุคือ "หมู่บ๊อบ"  ส.ต.ท.อนุชา บุญอารักษ์ อายุ 25 ปี ตำรวจตำแหน่ง ผบ.หมู่ (ป) สภ.ปากช่อง ได้ โดยสาเหตุที่จับได้เป็นเพราะเพื่อนร่วมงานในสน.เดียวกันจับสังเกตท่าทางได้จากการเช็คกล้องวงจรปิด

รายงานระบุว่า หลังเกิดเหตุนั้นทางตำรวจได้มีขั้นตอนการสืบสวนของตำรวจในหลายช่องทาง ทั้งตรวจสอบนักโทษที่เพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำว่าออกมาก่อเหตุซ้ำหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบการลงทะเบียนสมัครไรเดอร์ หรือสั่งซื้อชุดของบริษัทดังเพื่อไปก่อเหตุหรือไม่ และตรวจสอบปลอกและหัวกระสุน ขนาด 9 มิลลิเมตร ที่ตกในที่เกิดเหตุว่ามาจากปืนชนิดใดและมีใครเป็นเจ้าของหรือไม่

คนร้ายบุกเดี่ยวใช้ปืนปล้นทอง

 

ขณะที่ขั้นตอนการสืบสวนกำลังดำเนินไปนั้น ตำรวจซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานใน สภ.ป่าช่อง นั่งไล่ดูกล้องวงจรปิดเพื่อสังเกตตำหนิ รูปร่าง ท่าทางของคนร้าย ก่อนจะจับสังเกตได้ว่ารูปพรรณสัณฐานคล้าย ส.ต.ท. อนุชา จึงไปเชิญตัวจากบ้านพักมาสอบปากคำที่สถานีตำรวจ

เมื่อสอบปากคำไปแล้ว สุดท้ายเจ้าตัวยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุปล้นทองจริง ก่อนจะเอาทองไปใส่ไว้ในอ่างบัว สาเหตุที่ทำไปเพราะมีปัญหาหนี้สินและพบว่ามีประวัติเล่นพนันด้วย โดยปืนที่ใช้ก่อเหตุเป็นปืนของหลวง

ล่าสุดพล.ต.ต.ไพศาล ลือสมบูรณ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เปิดเผยว่า พลตำรวจโทภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 มีคำสั่งให้ส.ต.ท.อนุชา โดน ไล่ออกจากราชการ มีผลให้ไม่ได้รับสวัสดิการใดๆจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งเงินบำเหน็จ บำนาญ ค่ารักษาพยาบาลของคนในครอบครัว รวมถึงค่าเล่าเรียนของบุตร เนื่องจากการกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดร้ายแรง 

 ตำรวจปล้นทอง

ส่วนการดำเนินคดี จะเอาผิดทั้งทางวินัยและความผิดทางอาญา ตอนนี้ได้มีการแจ้ง 2 ข้อหา คือ ก่อเหตุชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะไปในชุมชนและพยายามฆ่า ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป รวมถึงอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าผู้บังคับชาแต่ละระดับชั้นจะเข้าข่ายละเลยกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาหรือไม่ 


 ขอขอบคุณข้อมูลจาก Tnews