จ่อสู้ในชั้นศาล พบประวัติ อดีตผู้กำกับโจ้ เคยรักษา โรคไบโพลาร์

30 สิงหาคม 2564

ตำรวจภูธรภาค 6 เผยข้อมูลว่า ผู้กำกับโจ้ มีประวัติ เคยรักษาโรคไบโพลาร์ ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะนำประเด็นนี้มาต่อสู้ในชั้นศาล

เรียกว่ายังอยู่ในความสนใจและถูกจับตามองสำหรับความคืบหน้าในคดีของ อดีตผู้กำกับโจ้ หรือ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล อดีตผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ ซึ่งคำให้การของ “อดีตผู้กำกับโจ้” ทั้งที่บอกกับสื่อ และไปปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน จะทำให้ “อดีตผู้กำกับโจ้” โดนโทษสถานเบาหรือไม่? 

อดีตผู้กำกับโจ้
 


โดย “อดีตผู้กำกับโจ้” พยายามบอกว่าเป็นการพลั้งมือ ทำให้ผู้ต้องหาเสียชีวิต เพราะเจตนาเพียงขู่ หรือทำร้าย ไม่ได้เจตนาทำให้ตาย หากศาลเชื้อตามนี้ “อดีตผู้กำกับโจ้” จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 คือไม่ได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายจนเสียชีวิต ระวางโทษจำคุก 3 ปี ถึง 15 ปี ซึ่งต้องบอกว่าแตกต่างข้อหาเจตนาฆ่าอย่างสิ้นเชิง 

ซึ่งความคืบหน้าคดีดังกล่าวในวันนี้นั้น (30 ส.ค.2564) ที่สำนักงานตำรวจภูธรภาค 6 ต.มะตูม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก พล.ต.ท สราวุฒิ การพานิช รองจเรตำรวจ พร้อมด้วย พลตำรวจตรีเอกรักษ์  ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ได้ร่วมประชุมคณกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงและแจ้งข้อกล่าวหา ผกก.โจ้ฯ อดีต ผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ พร้อมพวก จำนวน  7 คน ซึ่งเป็นประชุมครั้งแรก หลังเหตุการณ์เกิดขึ้น เพื่อรายงานให้กับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอีกครั้ง  โดยในช่วงบ่ายวันนี้จะเดินทางไปเรือนจำกลางพิษณุโลก เพื่อทำการสอบสวน ผู้กำกับโจ้ พร้อมพวกรวม 7 ก่อน และจะทำการแจ้งข้อกล่าวหา การกระทำความผิดวินัยร้ายแรงอีกครั้ง

 

หลังจากประชุมเสร็จ พล.ต.ท สราวุฒิ การพานิช รองจเรตำรวจ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ในวันนี้ตนได้รับคำสั่งจาก ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ผกก.โจ้ พร้อมพวก รวม 7 คน ตามกฎระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและในวันนี้เป็นการประชุมครั้งแรก หลังจากเกิดเหตุการณ์ เพื่อแสวงหาความจริงในเรื่องที่เกิดขึ้นและดูแลให้เกิดความยุติธรรมในขบวนการสอบสวน ยืนยัน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความตั้งใจ ที่จะทำงานทุกอย่างด้วยความตรงไปตรงมาโดยเฉพาะการดำเนินการในคดีนี้ ซึ่งยอมรับว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมา ตำรวจถูกมองในแง่ลบ ซึ่งคณะกรรมสอบสวนจะเร่งดำเนินการในรูปคดีอย่างตรงไปตรงมา ขอให้ประชาชนเชื่อใจ ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับข้อคดีทางวินัยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ซึ่งทางคณะกรรมการฯ ก็จะไปแจ้งข้อกล่าวให้กับผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย อีกครั้ง ซึ่งเป็นสิทธิ์ผู้ต้องหาที่จะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ได้ หากมีการสอบสวนข้อเท็จจริงว่า ผู้ต้องหามีความผิดจริงก็จะดำเนินคดีวินัยร้ายแรงโดยจะไล่ออกจากราชการทันที

นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวออกมาอีกว่า ตำรวจภูธรภาค 6 เผยข้อมูลว่า ผู้กำกับโจ้ มีประวัติ เคยรักษาโรคไบโพลาร์ ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง มาสักระยะหนึ่งแล้ว และต้องกินยาอยู่เรื่อย ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะนำประเด็นนี้มาต่อสู้ในชั้นศาล

อดีตผู้กำกับโจ้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Tnews