แจ้ง 4 ข้อหารุ่นพี่ ทำร้ายน้องปลื้ม เพื่อนสนิทแฉนี่ไม่ใช่แค่ครั้งแรก

11 มิถุนายน 2564

ตำรวจเตรียมดำเนินคดีรุ่นพี่ 12 คน แจ้ง 4 ข้อหาหนัก ทำโทษน้องปลื้มจนเสียชีวิต ด้านเพื่อนสนิทแฉโดนรุ่นพี่รับน้องด้วยการเตะหน้าอกบ่อยครั้ง ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก

จากกรณีที่ครอบครัวได้ออกมาร้องขอความเป็นธรรมให้กับ นายวีรพัฒน์ ตามกลาง หรือ น้องปลื้ม อายุ 22 ปี นักศึกษาชั้นปี 2 คณะวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (อุเทนถวาย) หลังจากที่ถูกรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยรุมทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส อันเนื่องจากน้องปลื้ม ในฐานะหัวหน้าห้อง ไม่ออกความเห็นการจัดกิจกรรมรับน้องรุ่น 90 ที่จะเข้ามาใหม่ ก่อนที่จะถูกหามส่งโรงพยาบาล นอนรักษาตัวอยู่ 8 วัน และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งทางครอบครัวได้นำร่างไร้วิญญาณกลับมาบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิดจังหวัดบุรีรัมย์

น้องปลื้ม

 

ทางด้านมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการสอบสวนจนทราบว่ากลุ่มนักศึกษารุ่นพี่ที่ร่วมกระทำมีทั้งหมด 12 คน และจะดำเนิการไล่ออก ขณะที่รุ่นพี่ที่ก่อเหตุทั้ง 12 คนนั้น ได้เดินทางมาขอขมาศพผู้เสียชีวิตต่อหน้าครอบครัวน้องปลื้ม  ซึ่งทางครอบครัวก็รับคำขอขมาและให้อภัย เรื่องการดำเนินคดีก็ขอให้ปล่อยไปตามกระบวนการของกฎหมาย ก่อนที่จะมีการประกอบพิธีฌาปนกิจศพน้องปลื้ม เมื่อเวลา 15.00 น. ของวันที่ 10 มิ.ย. 64 ที่ผ่านมา

แจ้ง 4 ข้อหารุ่นพี่ ทำร้ายน้องปลื้ม เพื่อนสนิทแฉนี่ไม่ใช่แค่ครั้งแรก

ทั้งนี้ เพื่อนน้องปลื้มซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุได้มีการเผยว่า ตอนที่น้องปลื้มถูกลงโทษ มีรุ่นพี่ 12 คน ยืนคุมด้านหน้า และอีก 12 คน ยืนคุมด้านหลัง ให้น้องปลื้มนั่งยืดอก เอามือไพล่หลัง จากนั้นรุ่นพี่ที่อยู่ด้านหน้าเริ่มเวียนกันเตะหน้าอกคนละ 2 ครั้ง กระทั่งถึงคิวรุ่นพี่คนที่ 7 เตะได้ 1 ครั้ง น้องปลื้มก็สลบไป มือเท้าชักเกร็ง ตาเหลือก รุ่นพี่พยายามช่วยกันยื้อชีวิต แต่ช่วยกันผิดวิธี จากนั้นเวลาประมาณ 3 ทุ่ม ทั้งรุ่นพี่และเพื่อน ๆ จึงช่วยกันหามออกจากอาคารไปส่งโรงพยาบาล ซึ่งขณะนั้นปลื้มหายใจแผ่วมากแล้ว

ขณะที่ทาง เพื่อนสนิทของน้องปลื้ม ซึ่งเป็นอยู่ต่างสถาบัน ได้เล่าว่า น้องปลื้มจะโทร.มาเล่าให้ฟังว่าโดนรุ่นพี่รับน้องด้วยการเตะหน้าอกบ่อยครั้ง ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เขาบอกว่าเขารับได้ แต่ระยะหลังเขาดูเหมือนไม่ไหว จึงบอกว่าถ้าไม่ไหวให้ลาออก แต่เจ้าตัวก็ยืนยันคำเดิม 

แจ้ง 4 ข้อหารุ่นพี่ ทำร้ายน้องปลื้ม เพื่อนสนิทแฉนี่ไม่ใช่แค่ครั้งแรก


ด้านพลตำรวจตรีปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เผยว่าการพิสูจน์ความผิด แม้ในที่เกิดเหตุไม่มีกล้องวงจรปิด แต่เรามีพยานกว่า 30-40 คน ที่สามารถชี้ตัวได้ว่าใครทำอะไร สำหรับการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิด 4 ข้อหา ได้แก่ 1. ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, 2.บุกรุกสถานที่ในยามวิกาล, 3.ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, 4. ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ควบคุมโรค