โฆษกรัฐบาลยันฉีดวัคซีนซิโนแวคให้คนอายุเกิน 60 ปีได้แล้ว

12 พฤษภาคม 2564

โฆษกรัฐบาลยันฉีดวัคซีนซิโนแวคให้คนอายุเกิน 60 ปีได้แล้ว เนื่องจากทางการจีนแจ้งว่ามีสถิติข้อมูลเพิ่มขึ้นจากการฉีดให้คนจีนและพลเมืองต่างชาติทั่วโลก ว่าการฉีดไม่มีผลข้างเคียงที่น่ากังวล

มีรายงานวันที่ 12 พ.ค. 2564 นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกรัฐบาล ถึงความชัดเจนการฉีดวัคซีนซิโนแวคให้กับกลุ่มผู้สูงอายุเกิน 60 ปี ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่ให้ใช้ นายอนุชา กล่าวว่า ก่อนหน้านั้นทางผู้ผลิตประเทศจีน แจ้งว่าไม่อยากฉีดให้กับผู้สูงอายุเกิน 60 ปี เพราะมีประเด็นปัญหาเรื่องข้อมูลที่ยังไม่เพียงพอว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนจะมีผลข้างเคียงอย่างไร ไม่ใช่ประเด็นปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ แต่เวลานี้กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ฉีดในผู้สูงอายุได้ เพราะทางการจีนแจ้งว่ามีสถิติข้อมูลเพิ่มขึ้นจากการฉีดให้คนจีนและพลเมืองต่างชาติทั่วโลก ว่าการฉีดไม่มีผลข้างเคียงที่น่ากังวล และสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ก็ยืนยันว่าเวลานี้มีการฉีดซิโนแวคให้กับคนจีนเช่นเดียวกัน
 

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการติดต่อสั่งซื้อวัคซีนยี่ห้อไฟเซอร์ ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ชี้แจงไปแล้วว่าได้หารือกับผู้บริหารบริษัทไฟเซอร์ ซึ่งยืนยันว่าจะสำรองการผลิตวัคซีนให้กับประเทศไทยตามความต้องการของกระทรวงสาธารณสุข และจะจัดส่งได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป ประมาณ 10 ล้านโดส ขณะนี้เร่งรัดการยื่นเอกสารขึ้นทะเบียนกับทางคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ของไทย หลังจากที่ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันเรียบร้อยแล้ว และภายหลังจากขึ้นทะเบียนกับอย.เรียบร้อยแล้วทางเอกชนสามารถเจรจาสั่งซื้อได้
 

และเมื่อถามถึงข้อกังวลในการรับวัคซีนบุคคลใน 7 กลุ่มโรคที่มีความเสี่ยง มีจำนวนน้อยเพราะกังวลเรื่องผลกระทบและชนิดของวัคซีนที่ได้รับ จะให้ความมั่นใจกับประชาชนอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีถือว่าการฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ เราจะรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจว่าการฉีดวัคซีน มีความสำคัญ และลดความรุนแรงของโรค

นายอนุชา กล่าวต่อว่า สิ่งที่ต้องดำเนินการ คือการลงทะเบียน และให้เจ้าหน้าที่ อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้านลงพื้นที่ไปสำรวจกลุ่มเสี่ยงเพื่อลงทะเบียน เช่น กรณีที่จังหวัดลำปาง เพื่อทำให้คนไทยมีภูมิคุ้มกันหมู่โดยฉีดวัคซีนให้คนไทยได้มากที่สุดในระยะเวลาที่รวดเร็ว เริ่มตั้งแต่เดือนมิ.ย.ที่เป้าหมายกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มีความเสี่ยง7กลุ่มโรค และได้ปรับแผนปูพรมฉีดให้กลุ่มคนทำงาน ที่มีภาคเอกชนเข้ามามีส่วนมากขึ้นเพื่อฉีดให้ได้ทั่วประเทศถึง 5แสนโดสต่อวัน