ลุงสุทินชีวิตที่ต้องสู้ กระเตงคู่ชีวิต - ลูก เข้ากรุงฯทำที่ตักขยะขาย

25 ม.ค. 2564 เวลา 20:26 น.

เรื่องราวชีวิตต้องสู้ของคุณพ่อลูก 3 ที่โชคชะตาเล่นตลกให้รับบทเป็นยิ่งกว่าเสาหลักของครอบครัว ต้องคอยดูแลภรรยาป่วยเส้นเลือดในสมองแตก ที่ความจำหลงๆลืมๆไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงดูลูกๆทั้ง 3 คน

นับว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวชีวิตต้องสู้ของคุณพ่อลูก 3 ที่โชคชะตาเล่นตลกให้รับบทเป็นยิ่งกว่าเสาหลักของครอบครัว ต้องคอยดูแลภรรยาป่วยเส้นเลือดในสมองแตก ที่ความจำหลงๆลืมๆไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงดูลูกๆทั้ง 3 คน ได้ ผู้เป็นพ่อเลยต้องกัดฟันสู้ทุกวิถีทางเพื่อหาเลี้ยง 5 ปากท้องไม่ให้อด และดูแลทุกชีวิตไปพร้อมๆกันด้วยอาชีพทำที่ตักขยะขาย ซึ่งชีวิตสุดรันทดนี้ของนายสุทิน พันเพ็ชร หรือช่างแสง อายุ 51 ปี ถูกโลกออนไลน์แชร์ส่งต่อจนเป็นที่กล่าวถึงหลายครั้งพร้อมได้รับเสียงยกย่องในการเป็นเสาหลักตัวอย่างของหลายครัวครัวในการมีพ่อ และ สามี แบบคุณลุงสุทิน

 

ลุงสุทินชีวิตที่ต้องสู้ กระเตงคู่ชีวิต - ลูก เข้ากรุงฯทำที่ตักขยะขาย
 

ด้านนางสาวมณีรัตน์ จันทะล่าม อายุ 41 ปี คู่ทุกข์คู่ยากของคุณลุงสุทิน แม้จะช่วยอะไรไม่ได้มากแต่ก็คอยคุมเหล่าลูกทั้ง 3 ไม่ให้เล่นซนจนได้รับอันตรายเวลาคุณลุงสุทินกำลังทำที่ตักขยะขายอยู่ จนเป็นภาพชินตาของผู้พบเห็นครอบครัวนี้ ที่ต้องกระเตงกันไปทุกที่ไม่แยกจากกัน ทั้งนี้คุณลุงสุทินได้เปิดใจเล่าย้อนถึงชะตาชีวิตว่าตนไม่เคยท้อแม้แต่น้อยที่ต้องคอยดูแลภรรยา และลูกๆอีก 3 คน ซึ่งก่อนจะมาทำที่ตักขยะขาย ตนเคยเป็นพ่อค้าเร่ขายน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋มาก่อนและด้วยสภาพเศรษฐกิจประกอบกับภรรยาล้มป่วยเส้นเลือดในสมองแตกเฉียบพลันหลังจากล้มได้ 3 - 4 วันแต่ไม่แสดงอาการ มารู้ตัวอีกทีภรรยาก็อาการหนักต้องผ่าตัดสมอง ตนต้องหยุดขายปาท่องโก๋มาดูแล ทำให้รถจยย.ที่เปรียบเสมือนเครื่องมือช่วยหากินถูกยึดไป ต้องกระเตงครอบครัวจากบ้านนา เข้ากรุงเทพฯ มาหากินยึดปั๊มน้ำมันเป็นที่หลับนอนเพราะสามารถอาบน้ำให้ลูกๆทั้ง 3 คนได้อย่างสบายใจ และเป็นห่วงลูกสาว 2 คนวัยกำลังโต ว่าอาจเจอเหตุร้ายได้หากไปขออาศัยอยู่ตามวัด และอีกอย่างภายในปั๊มนั้นมีกล้องวงจรปิด ถ้าหากเกิดเรื่องขึ้นจริงก็สามารถขอดูกล้องได้ แถมมีไฟฟ้าส่องสว่างอยู่ตลอดเวลาให้อุ่นใจ

 

        ลุงสุทินชีวิตที่ต้องสู้ กระเตงคู่ชีวิต - ลูก เข้ากรุงฯทำที่ตักขยะขาย

 

โดยการเดินทางของคุณลุงสุทินและครอบครัวจะเข้ามากรุงเทพฯ โดยติดรถพี่ชายที่อยู่ จังหวัดสระบุรีจนมาถึงกรุงเทพฯ และจะตระเวนขายที่ตักขยะจุดแรกอยู่หน้าห้างเซียร์รังสิตและตระเวนไปเรื่อยๆตามซอยอารีย์  รัชโยธิน รัชดา  ห้วยขวาง และแถวโซนบางนา จะขายช่วงเช้าไปถึงตอนเที่ยง ก่อนจะพาลูกๆและภรรยากลับปั๊มน้ำมันที่อาศัยนอนตามละแวกที่เดินทางไปขาย ส่วนกำไรต่ออันได้ประมาณ 15 - 18 บาท รวมๆขายได้ต่อวันต้องให้ได้ 300 บาท หรืออาจมากกว่านั้นแล้วแต่ผู้ที่สงสาร พอเก็บเป็นค่าเช่าบ้าน 3,000 ที่บ้านนา นครนายกได้  ส่วนปี๊บเหล็กที่นำมาทำที่ตักขยะรับมาจากคนรู้จักขายให้อันละ 20 บาท ก่อนนจะมาตัดผ่าทำที่ตักขยะ และถ้าไม่มีของก็ต้องรอ ประทังชีวิตด้วยการเก็บผักข้างทางมาให้ลูกๆกินและเงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2 ใบของตนกับภรรยา พอซื้อน้ำปลาน้ำมัน และขนมให้ลูกๆทั้ง 3 กินได้ 

 

ลุงสุทินชีวิตที่ต้องสู้ กระเตงคู่ชีวิต - ลูก เข้ากรุงฯทำที่ตักขยะขาย

 

ทั้งนี้ความฝันสูงสุดของคุณลุงสุทินนั้นคือต้องการให้ลูกๆทั้ง 3 คนได้เรียนหนังสือทันเพื่อนเพราะด้วยความไม่พร้อมในชีวิตบวกกับเป็นห่วงลูกๆที่ยังเล็กไม่กล้าปล่อยให้อยู่กันเองแถมภรรยาหลังจากผ่าตัดสมองก็ไม่ปกติเหมือนเดิมมีหลง ลืม บ้าง จนไม่กล้าปล่อยให้อยู่เลี้ยงลูกเพียงลำพัง ทำให้ลูกสาวคนโตอายุ  8 ขวบ และลูกสาวคนรองอายุ 7 ขวบยังอยู่เพียง ป.1 แถมทั้ง 2 ยังเข้าเรียนกลางคเทอม จนต้องตกลงกับทางโรงเรียนว่าเด็กๆสามารถซ้ำชั้นได้ เนื่องจากเรียนไม่ทันเพื่อนส่วนลูกชายคนเล็กอายุ 5 ขวบ ยังให้เรียนอยู่ในศูนย์เด็กเล็กเท่านั้น 

 

ลุงสุทินชีวิตที่ต้องสู้ กระเตงคู่ชีวิต - ลูก เข้ากรุงฯทำที่ตักขยะขาย  

 

ซึ่งก่อนหน้าจะเกิดโควิดได้ 2 เดือนคุณลุงสุทินได้เตรียมการจะขายปาท่องโก๋อยู่ในจังหวัดนครนายกอีกครั้ง แต่ก็ต้องล้มเลิกความคิดไปเพราะกลัวพิษโควิดจะทำให้ขายลำบาก จึงตั้งใจเก็บเงินทุนไว้รอเวลาโควิดหายแล้วกลับมาตั้งร้านขายน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋แบบเป็นหลักแหล่งที่บ้านนาอีกครั้ง จะได้ไม่ต้องกระเตงลูกๆและภรรยาไปตามสถานที่ต่างๆอีก แถมลูกๆยังได้เรียนเป็นที่ทางตามเพื่อนทัน ไม่ต้องมาหอบกันเร่ร่อนเช่นทุกวันนี้ คุณลุงสุทินทิ้งท้ายว่าแม้จะลำบากขนาดไหน แต่ก็ไม่คิดไปยุ่งกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือสิ่งเสพติดเพราะเงินทุกบาทต้องนึกถึงลูกเป็นหลักตัวเองอดได้ แต่ลูก ภรรยาต้องอิ่มไว้ก่อน

 

ลุงสุทินชีวิตที่ต้องสู้ กระเตงคู่ชีวิต - ลูก เข้ากรุงฯทำที่ตักขยะขาย