สุขภาพ-ความงาม

ออกกำลังกายแต่ไม่ผอมอย่าเพิ่งโทษตัวเอง แพทย์เผยเพราะ "ฮอร์โมน"

20 ส.ค. 2569 | 10:43 น.
ออกกำลังกายแต่ไม่ผอมอย่าเพิ่งโทษตัวเอง แพทย์เผยเพราะ "ฮอร์โมน"

ออกกำลังกายอย่างเคร่งครัด แต่น้ำหนักบนตาชั่งกลับไม่ยอมขยับ เพราะความจริงแล้วปัญหานี้อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับ "ใจ" แต่เป็นเรื่องของ "ชีวภาพ" ภายในร่างกายอย่าง

การเผชิญกับภาวะ น้ำหนักค้าง หรือ ลดเท่าไหร่ก็ไม่ลง ไม่เพียงแต่สร้างความบั่นทอนจิตใจเท่านั้น แต่ในมุมมองทางการแพทย์ โรคอ้วน ยังถือเป็นภัยเงียบที่นำไปสู่โรคเรื้อรังร้ายแรง ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจ ซึ่งหลายคนมักมุ่งเน้นไปที่การนับแคลอรี แต่กลับมองข้ามกลไกสำคัญอย่าง ภาวะอ้วนจากความผิดปกติของฮอร์โมน (Hormonal Obesity)

ออกกำลังกายแต่ไม่ผอมอย่าเพิ่งโทษตัวเอง แพทย์เผยเพราะ "ฮอร์โมน"

เจาะลึก 5 ฮอร์โมนบงการความอ้วน

เมื่อระบบฮอร์โมนทำงานผิดจังหวะ สัญญาณความหิว ความอิ่ม และการเผาผลาญจะรวนทันที

อินซูลิน (Insulin): หากเซลล์เกิดภาวะดื้ออินซูลิน ร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมันสะสม โดยเฉพาะบริเวณรอบเอวและหน้าท้อง

ไทรอยด์ (Thyroid): หากต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานช้าลง ส่งผลให้น้ำหนักพุ่งง่าย อ่อนเพลีย และขี้หนาว

คอร์ติซอล (Cortisol): ฮอร์โมนแห่งความเครียดที่กระตุ้นให้ร่างกายอยากของหวาน และดักจับไขมันไปสะสมในช่องท้อง

ฮอร์โมนเพศ (Estrogen / Progesterone): การลดลงของฮอร์โมนในวัยทอง ทำให้โครงสร้างการสะสมไขมันเปลี่ยนไปยึดเกาะที่ช่องท้องมากขึ้น

เลปติน (Leptin): ฮอร์โมนสั่งการความอิ่ม หากเกิดภาวะดื้อเลปติน สมองจะไม่รับรู้ว่าอิ่ม ทำให้รู้สึกหิวตลอดเวลา
 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ออกกำลังกายแต่ไม่ผอมอย่าเพิ่งโทษตัวเอง แพทย์เผยเพราะ "ฮอร์โมน"

สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

หากคุณมีอาการเหล่านี้ควบคู่กัน อาจเป็นข้อบ่งชี้ว่าร่างกายกำลังเผชิญภาวะอ้วนจากฮอร์โมน:

-   น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติ ทั้งที่ปริมาณการกินเท่าเดิม

-   ร่างกายสะสมไขมันเฉพาะจุด โดยเฉพาะหน้าท้อง ใบหน้ากลมแดง หรือมีรอยแตกลายสีม่วงตามต้นแขน ต้นขา และหน้าท้อง

-   มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง เหนื่อยง่าย ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือมีภาวะมีบุตรยาก

พฤติกรรมคนเมือง ปัจจัยเร่งฮอร์โมนรวน

วิถีชีวิตของคนทำงานยุคใหม่ ทั้งการนั่งทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง ความเครียดสะสม การนอนดึก ตลอดจนการบริโภคเครื่องดื่มชูกำลังหรือกาแฟหวานๆ เป็นประจำ ล้วนเป็นตัวการขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนคอร์ติซอล อินซูลิน และเมลานิน จนทำให้ระบบเผาผลาญล้มเหลวโดยไม่รู้ตัว

สำหรับการแก้ไขปัญหา แพทย์จะเน้นการตรวจเลือดประเมินระดับฮอร์โมนและระบบเมตะบอลิสมอย่างครบวงจร เพื่อวางแนวทางรักษาที่ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการปรับสมดุลฮอร์โมน วางโปรแกรมโภชนาการและการออกกำลังกายเฉพาะบุคคล การใช้ยารักษา ไปจนถึงหัตถการส่องกล้องเย็บกระเพาะ ใส่บอลลูน หรือการผ่าตัดลดน้ำหนักในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ เพื่อคืนสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

 

แหล่งที่มาอ้างอิง

พญ.ชมพูนุช ศักดิ์จิรพาพงษ์ อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคเบาหวาน, ระบบต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม ศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลพญาไท 2


 

ข่าวล่าสุด

ข่าวเด่น

ลูกสาวสวยฉายออร่าได้แม่ ถอดแบบความแซ่บ นักร้องสายแดนซ์ยุค 90

ลูกสาวสวยฉายออร่าได้แม่ ถอดแบบความแซ่บ นักร้องสายแดนซ์ยุค 90

ย้อนภาพวัยสาว สวยงดงามอมตะ ปัจจุบันคือนักแสดงอาวุโสวัย 106 ปี

ย้อนภาพวัยสาว สวยงดงามอมตะ ปัจจุบันคือนักแสดงอาวุโสวัย 106 ปี

เจ้าของเพลงฮิต  อดีตสมาชิกวง  Jamp ปัจจุบันยังหน้าเด็กเวอร์

เจ้าของเพลงฮิต อดีตสมาชิกวง Jamp ปัจจุบันยังหน้าเด็กเวอร์

เช็กสัญญาณเตือน ใครบ้างต้องตรวจ "คลื่นหัวใจ" ค้นหาความผิดปกติ

เช็กสัญญาณเตือน ใครบ้างต้องตรวจ "คลื่นหัวใจ" ค้นหาความผิดปกติ

"ไฟดับ 21 ส.ค. 69" กฟน. ประกาศดับไฟ 10 จุด กทม. นนทบุรี สมุทรปราการ

"ไฟดับ 21 ส.ค. 69" กฟน. ประกาศดับไฟ 10 จุด กทม. นนทบุรี สมุทรปราการ